ประโยคเด็ดเมื่อ 10 ปีก่อนคือ จะหาใครมาเล่นแทนกลุ่ม 7 เซียน เพราะตอนนั้นวงการวอลเลย์บอลระดับเยาวชน ยังไม่สามารถสร้างนักกีฬาให้ก้าวขึ้นมาแตะมือรุ่นพี่ได้ แต่นั้นต้องยอมรับว่าทีมชุดใหญ่สร้างผลงานไปไกลกว่าการบริหาร และ โครงสร้างของวงการวอลเลย์บอลไทยบ้านเรา มันจึงทำให้เกิดช่องว่างที่ห่างของแต่ละส่วน

ขยับเข้ามาเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว วงการวอลเลย์บอลไทยเริ่มมีชีวิตชีวามากขึ้น เพราะเริ่มมีการถ่ายทอดสดรายการระดับยุวชน-เยาวชนให้คนได้ดูมากขึ้น และ ทำให้เห็นว่านักกีฬาไทยยังพอมีคนที่จะเอามาปั้นต่อได้บ้าง จนในที่สุดชื่อของ อัจฉราพร คงยศ กับ ทัดดาว นึกแจ้ง ก็ผุดขึ้นมาเป็นนักกีฬาดาวรุ่งของวงการที่น่าจับตามอง

หากย้อนข้อมูลกลับไปช่วงเวลานั้นอีกครั้ง จะว่าไปแล้ววอลเลย์บอลไทยได้ส่งทีมเข้าแข่งขันระดับยุวชน-เยาวชนมาตลอด แต่คุณภาพกับวัตถุดิบยังไม่เหมาะที่จะส่งให้กุ๊กระดับชาตินำไปปรับปรุงให้เป็นอาหารชั้นเลิศได้

แต่โชคดีที่โครงสร้างของทีมชุดใหญ่ นักกีฬารุ่นพี่ยังมีขีดความสามารถ และ ร่างกายที่พยุงเวลาให้วงการวอลเลย์บอลสร้างไม้ต่อขึ้นมาทดแทน

เริ่มจากอำพร หญ้าผา ที่ขอลาทีมชาติไปเพราะมีปัญหาเรื่องของร่างกาย แต่ตอนนั้นก็มี ทัดดาว นึกแจ้ง ที่ขยับก้าวมาซึมซับประสบการณ์ และ ได้ลงสนามในนามชุดใหญ่ด้วย จึงทำให้บอลสั้นของไทยยังพอมีตัวแทนอยู่บ้าง

แต่มันไม่เพียงพอต่อความต้องการเท่าไรนัก จนในที่สุดก็มีเด็กมหัศจรรย์ของวงการเกิดขึ้น นั้นคือ "บุ๋มบิ๋ม" ชัชชุอร โมกศรี ซึ่งการเล่น และ รูปร่างของเธอมันเกื้อต่อการนำไปต่อยอดมากๆ ส่วนอีกคนที่ตีคู่ไล่กันมาคือ "บีม"พิมพิชยา ก๊กรัมย์ นักกีฬาระดับดาวรุ่งชั้นยอดที่มาได้ถูกเวลาเหลือเกิน 

กลายเป็นว่าทั้งสองได้ติดสอยห้อยตามทีมชุดใหญ่ และ ลงเล่นในระดับยุวชน-เยาวชนทุกรุ่น จนผ่านมาช่วงหนึ่งจากที่เป็นเพียงนักกีฬาดาวรุ่ง เธอทั้งสองกลายเป็นตัวหลักของทีมชุดใหญ่ไปแล้วในวันนี้

สาเหตุที่เขียนเรื่องนี้ เพียงเพราะต้องการเกริ่นให้รู้ว่านักกีฬาระดับเยาวชนของไทยที่จะก้าวไปชุดใหญ่นั้นหายากมากๆ ลองนับดูว่า 4 ปีหลังมานี่ มีคนไหนที่เป็นเพชรเหมาะแก่การเจียระนัยบ้าง ซึ่งเราจะเห็นว่าทีมไทยในแต่ละชุดนั้นจะมีแนวคล้ายๆกันคือ "เล็กคล่องตีใส่บล็อคหนัก" แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของน้องๆนะ เพราะทุกคนก็ได้พยายามทำหน้าที่ของตัวเองกันแล้ว เพียงแต่แนวทางนโยบายของสมาคมฯยังเดินหลงไปบ้าง

จนตอนนี้ระบบต่างๆถูกปรับใหม่หมด การมีโค้ชส่วนกลางที่ทำงานเต็มเวลาเข้ามาดูแลคัดเลือกนักกีฬา และ ฝึกซ้อมให้กับทีม มันเป็นโครงสร้างแรกที่สมาคมฯควรมีมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันสายเกินไปนะ 

และที่เด็ดสุดของทีมงานโค้ชคือความกล้า กล้าที่จะตั้งเป้าระยะยาวให้กับตัวเองคือเลือกนักกีฬาที่มีความสูงมาปั้นมาสอน และ ลดนักกีฬาเล็กคล่องตีหนักลง 

เอาจริงๆยังไม่เห็นภาพเลยว่าจะมีทิศทางที่ดี เพราะตอนคัดเลือกตัวนั้น ส่วนใหญ่สิ่งที่เห็นคือเด็กสูงที่อันเดอร์บอลไม่ตรง ตีติดตาข่าย รับบอลไม่มีทักษะ พูดง่ายๆมองไม่เห็นแววเลย

เรามองกับโค้ชมองต่างกัน ส่วนนี้ให้เครดิตทีมโค้ช และ อีกส่วนที่อยากให้มากๆคือโค้ชโรงเรียน 

นักกีฬามีทักษะดีแค่ไหน มันสะท้อนให้ถึงการสอนมากเท่านั้น

ผมไม่ได้มาโจมตีโค้ชคนไหน และ ไม่ได้มาอวยใคร เพราะทุกคนก็ตั้งใจกันทั้งนั้น ตั้งแต่หาเด็ก เอามาเลี้ยง ดูแลให้กินนอนอยู่ เพียงแต่สิ่งที่ต่างคือการสอนทักษะพื้นฐาน

ระหว่างที่บรรยายเกมของทีมชาติไทย สิ่งที่ผมเห็นเด่นชัดมากๆคือทักษะบุคคลของเด็กไทยชุดนี้ ดูดีกว่าที่ผ่านๆมา ซึ่งผมไม่ได้รู้สึกแบบนั้นคนเดียว เพราะความเห็นในช่องแชทส่วนมากชื่นชมโครงสร้างของนักกีฬาชุดนี้

โดยปกติผู้เล่นตัวจริงกับสำรองฝีมือจะห่างกันมาก แต่ทีมนี้ห่างกันไม่เยอะ ล้ำกันนิดหน่อยเท่านั้น พอมองเข้าไปแล้ว จากที่ผ่านมาทีมไทยมีนักกีฬาสูงสุดในทีม 170 เซนติเมตร กับกลายเป็นว่าทีมชุดนี้ผู้เล่น 11 คน สูงมากกว่า 170 จะมีเพียง จิดาภา ตัวรับอิสระของทีมที่สูง 165 เซนติเมตรคนเดียวเท่านั้น

มันเป็นการเริ่มต้นของเส้นทางใหม่ที่ดีของวงการวอลเลย์บอล ตอนนี้เริ่มเห็นก้าวแรกแล้วว่าอนาคตยังพอมีนักกีฬาที่จะเติมขึ้นไปชุดใหญ่ได้บ้าง หากทุกคนยังมีความตั้งใจ มีระเบียบที่ดี ไม่ยอมให้ความรักเข้ามาทำลายความฝัน ก็คิดว่ามีหลายคนที่ดูมีอนาคตไกลไม่น้อย

ส่วนของสมาคมฯควรเติมงบเข้ามาทำส่วนนี้ ให้เพิ่มโค้ชส่วนกลาง ออกเดินทางให้ความรู้ตามโรงเรียน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพราะมีโค้ชอีกจำนวนมากที่มีความตั้งใจอยากพัฒนาส่งเสริมเด็ก แต่ความรู้บางอย่างยังมีไม่พอ 

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ดีใจที่เห็นทีมไทยมีพัฒนาการที่ถูกทางกับเขาแล้ว จากนี้ก็รอดูว่าเมล็ดที่หว่านไปกับการทำทีมรูปแบบใหม่นี้จะเติบโตแค่ไหน แต่ที่แน่ๆยังไม่เห็นต้นไม้ของโครงการเด็กยักษ์ประเภทหญิงที่สมาคมฯทำไว้แผ่ผลออกมาให้ได้ชิมรสชาติเลยฮะ :)

ถ้าหากทั้งหมดทำต่อเนื่องไปยาวๆ และ ทุกฝ่ายช่วยกัน ก็หวังว่าอีก 10 ปีข้างหน้า โค้ชทีมไทยจะเครียดเพราะมีนักกีฬาให้เลือกติดทีมชาติจนเยอะเกินไปนะครับ 


เอก ประวิตร