วันนี้มีข่าวที่น่าสนใจในวงการวอลเลย์บอลหนึ่งเรื่องคือสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลฯได้จับมือกับเมืองคาโนยา จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันพัฒนาทีมวอลเลย์บอลไทย โดยมีเป้าหมายคือโอลิมปิก 2020

อ่านแค่นี้คงจะแปลกใจว่าทำไมอยู่ ๆ ญี่ปุ่นถึงอยากให้ประเทศไทยไปโอลิมปิกด้วย

เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ ประเทศญี่ปุ่นที่ได้สิทธิ์การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ปี 2020 และ ต้องการทำให้เป็นการแข่งขันที่สมบูรณ์แบบที่สุด อยากให้ทุกอย่างออกมาดี ทั้งแง่การจัดการแข่งขัน และ การประชาสัมพันธ์ประเทศ เพราะครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่ทั่วโลกจะได้รู้จักญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น 

ดังนั้นเขาจึงมีโปรเจคให้เมืองต่าง ๆ ได้เริ่มทำงานร่วมกับคณะกีฬาจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จะเป็นชนิดกีฬาอะไร จากประเทศไหนก็ได้ แล้วแต่แผนงานของเมืองนั้นๆ 

ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับการติดต่อหลายชนิดกีฬา แต่ผมขอขยับแคบลงมาคุยกันเฉพาะวอลเลย์เท่านั้น

ทีมวอลเลย์บอลไทยได้รับการทาบทามจากเมืองต่างๆในญี่ปุ่นมากกว่า 10 จังหวัด แต่ละที่ก็ให้ข้อเสนอที่แตกต่างกันออกไป โดยสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลก็มานั่งคุยกันภายใน จนในที่สุดก็เลือกข้อเสนอของเมืองคาโนยา นั้นเพราะว่าเมืองนี้มีสถาบันพัฒนาเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ดีที่สุดของประเทศญี่ปุ่น (สถาบันเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายและการกีฬาแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่นมหาวิทยาลัยคาโนยา)

จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็มีการเจรจากันเพิ่มเติม จนได้ข้อสรุปว่าเมืองคาโนยา จะดูแลทีมไทยตั้งแต่ตอนนี้จนถึงโอลิมปิก 2020 โดยจะสนับสนุนครบทุกด้าน ตั้งแต่เรื่องค่าใช้จ่ายการเดินทาง สถานที่เก็บข้อมูลเพื่อพัฒนา เพิ่มผู้เชี่ยวชาญที่จะทำวิจัยการพัฒนาสมรรถภาพร่างกาย,การเคลื่อนไหวของนักกีฬาแต่ละคน และ การเก็บตัวฝึกซ้อมของทีมไทย ที่สำคัญยังเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้ไปเรียนรู้ทักษะเพิ่มอีกด้วย 

อาจจะมีคนถามว่า สาเหตุที่เลือกเมืองที่เก่งด้านวิทยาศาตร์การกีฬา เป็นเพราะว่าไทยไม่ดีเรื่องนี้เหรอ และ ทำไม่ไม่เลือกเมืองที่เสนอเรื่องการปรับทักษะให้? 

แท้จริงแล้ววิทยาศาสตร์การกีฬาของวงการวอลเลย์บอลไทย บุคลากรเฉพาะทางของไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าญี่ปุ่น แต่สิ่งที่ทำให้ต่างคือเทคโนโลยี และ อุปกรณ์ที่ใช้งาน ถ้าหากไทยได้เข้าไปดูงานและศึกษาเพิ่มขึ้นก็จะเป็นการนำสิ่งดีๆเข้ามาพัฒนาวงการได้ในระยะยาว อีกอย่างไทยต้องการใช้อุปกรณ์นี้เพื่อเก็บค่าความสามารถต่างๆของผู้เล่นไทย เพื่อเอามาประเมินในปีต่อๆไป ว่ามีการพัฒนาเพิ่มขึ้นหรือลดลง

ส่วนเรื่องทักษะนั้น เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่านักกีฬาที่เดินทางไปในโครงการนี้ ส่วนใหญ่เป็นนักกีฬาอันดับต้นๆของไทย เรื่องทักษะไม่ได้แย่ถึงขั้นที่ต้องไปเรียนรู้ใหม่ ดังนั้นเป้าหมายหลักของการร่วมมือครั้งนี้ไทยจึงเบนเป้าไปที่วิทยาศาสตร์การกีฬา ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยที่จะนำนักกีฬาเยาวชน และ โค้ชไปเรียนรู้ทักษะเพิ่ม อันนี้น่าจะมีโอกาสเป็นไปได้ไม่น้อย เพราะมีการเจรจาเพิ่มจากสมาคมฯ 

ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน มองแล้วประเทศไทยได้รับผลบวกมาก ส่วนเมืองคาโนยาจะเป็นที่รู้จักของชาวไทยเพิ่มเติมอย่างแน่นอน เพราะอย่างที่บอก โปรเจคนี้ญี่ปุ่นต้องการให้ทั่วโลกได้รู้จักพวกเขามากยิ่งขึ้น

โครงการลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นต้องการให้ชาวต่างชาติรู้จักพวกเขา เพราะก่อนหน้านี้เมื่อปี 2559 เมืองนากาโนะก็เคยดึง "นิ้งหน่อง"ปลื้มจิตร์ ถินขาว กัปตันทีมชาติไทยไปเป็นฑูตการท่องเที่ยวประจำจังหวัดมาแล้ว

ในมุมการประชาสัมพันธ์ของญี่ปุ่นครั้งนี้ถือว่าสอบผ่าน เป็นโครงการที่ดีมากๆ ที่ใช้โอกาสแนะนำประเทศตัวเองให้คนทั่วโลกได้รู้เจักเพิ่มมากขึ้น ในแง่ของเรื่องเศรฐกิจผมไม่มีความรู้ที่จะขยายความเท่าไรนัก แต่มีความรู้สึกส่วนตัวว่าเวลาญี่ปุ่นทำอะไรมันดูน่าสนใจไปหมด เพราะเอาจริงๆก็หลงรักญี่ปุ่นที่ทำเอาไว้ตอนรับช่วงโอลิมปิกต่อจากบราซิลมาแล้ว ไม่คิดว่า มาริโอ้ จะโผล่ออกมาในพิธีปิดแบบนั้น และ ก็ได้เห็นแผนงานประชาสัมพันธ์การแข่งขันของญี่ปุ่นก็ยิ่งหลงรักเข้าไปอีก เพราะเขาขนตัวละครการ์ตูนออกมามีส่วนร่วมหมดเลย

สำหรับการจับมือร่วมกันครั้งนี้ระหว่างไทยกับเมืองคาโนยาก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีในแง่ความสัมพันธ์ ส่วนอนาคตจะเป็นยังไงก็ต้องรอดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆเมืองนี้จะเป็นอีกสถานที่ที่แฟนวอลเลย์บอลไทยจะได้รู้จักเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน 

ส่วนผมนั้น สาบานเลยว่าเพิ่งเคยได้ยินชื่อเมืองนี้เป็นครั้งแรกจริงๆ :) 

เอก ประวิตร