สิงโต รุ่นใหม่ วัดรอยเท้ายุคทอง

ทีมชาติอังกฤษ เดี๋ยวนี้ เทียบกับยุคก่อนแล้วมันรู้สึกด้อยค่าด้อยราคาจริงๆ

คุณเป็นเหมือนผมไหมที่รู้สึกว่าฟุตบอลยุคนี้ขาดอะไรสักอย่าง ต่างจากบอลเมื่อก่อนแบบที่หาคำตอบอะไรไม่ได้ ว่ามันเกิดเพราะอะไร ยุคนี้เราเห็นบางชาติที่ตกต่ำลงอย่าง ฮอลแลนด์ ที่ล่าสุดนักเตะในทีมไล่รายชื่อมานี่หลายคนไม่เป็นที่รู้จักด้วยซ้ำ อย่าง อิตาลี ที่ต้องมากระเสือกกระสนการผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของ ฟุตบอลโลก 2018 อย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนที่เขาบอกว่า "มีขึ้นก็ต้องมีลง" มันเป็นสัจจะธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 

อีกหนึ่งทีมในนั้นคือทีมชาติอังกฤษ ผมว่าทุกคนที่ตามดูฟุตบอลน่าจะมีจำนวนมากที่ไม่ได้เพิ่งมาตามตั้งแต่ตอนนี้ เคยได้เห็นหลายๆ ทีมชาติในยุครุ่งเรืองมาก่อน และเชื่อว่ามีจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่เคยได้เห็นทีมชาติอังกฤษที่เคยดีกว่านี้มาในช่วงยุคหนึ่งสมัยหนึ่งแน่นอน ด้วยความที่แฟนบอลบ้านเราดู พรีเมียร์ลีก เป็นส่วนใหญ่ มีทีมเชียร์ทีมหลักอยู่ในลีกอังกฤษ ก็ย่อมต้องเอาใจช่วยนักเตะตัวเองเวลาไปเล่นทีมชาติด้วย ดังนั้นทัพ "สิงโตคำราม" ก็เป็นอีกทีมแน่นอนที่ทุกคนตามดู ต่อให้ไม่เชียร์ แต่ก็ยังตามผลงาน 

ทีมชาติอังกฤษยุคนี้ ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่ามันดูแย่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเชียร์ฟุตบอลมาเลย หรืออาจจะพูดแบบไม่รักษาน้ำใจเลยคือแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำ ยิ่งชุดที่อุ่นเครื่องกับ เยอรมัน โอ้โห ไม่อยากเชื่อว่านี่คือทีมที่เคยมีนักเตะระดับตำนานล้นทีมเล่นกันมาก่อน แม้จะบอกว่าเฮ้ยเขาไม่ได้เรียกตัวหลักๆ มา ถอนไปตั้ง 7-8 คน แต่นั่นแหละคือสิ่งที่เกิดขึ้น หน้างานก็อย่างที่เห็น

ผมเชื่อว่าทุกคนคงทันดู ฟุตบอลโลก 2002 หรือถ้าไม่ทันจะเล่าให้ฟัง ยุคนั้นทีมชาติอังกฤษถูกเรียกว่า โกลเด้น เจเนอเรชั่น อีกครั้งหลังจากคว้าแชมป์โลกได้เมื่อปี 1966 นำโดย เดวิด เบ็คแฮม เป็นกัปตันทีม และมี สเวน โกรัน อีริคสัน เป็นกุนซือ ทีมชุดนี้ทำผลงานได้น่าตื่นเต้นในรอบแรก ถึงขั้นตบ อาร์เจนติน่า ทีมตัวเต็งที่มี กาเบรียล บาติสตูต้า, ฮวน เซบาสเตียน เวรอน มาแล้ว และแม้ว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะไปได้ถึงแค่รอบ 8 ทีม แต่ทีมที่พวกเขาพ่ายแพ้ให้อย่างน่าเจ็บใจอย่าง บราซิล ก็กลายไปเป็นแชมป์โลกในครั้งนั้น ผมจะไล่รายชื่อให้ฟังสำหรับคนที่ไม่ทัน

ผู้รักษาประตู 
เดวิด ซีแมน (อาร์เซน่อล), ไนเจล มาติน (ลีดส์), เดวิด เจมส์ (เวสต์แฮม)
กองหลัง
แดนนี่ มิลล์ส (ลีดส์), แอชลีย์ โคล (อาร์เซน่อล), ริโอ เฟอร์ดินานด์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), โซล แคมป์เบลล์ (อาร์เซน่อล), เวส บราวน์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), เวย์น บริดจ์ (เซาธ์แฮมป์ตัน), มาร์ติน คีโอว์น (อาร์เซน่อล), แกเร็ธ เซาธ์เกต (มิดเดิ้ลสโบรห์)
กองกลาง
เทรเวอร์ ซินแคลร์ (เวสต์แฮม), เดวิด เบ็คแฮม (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), พอล สโคลส์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), โอเว่น ฮากรีฟส์ (บาเยิร์น มิวนิค), โจ โคล (เวสต์แฮม), นิคกี้ บัตต์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), คีรอน ดายเออร์ (นิวคาสเซิ่ล)
กองหน้า
ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ (ลีดส์), ไมเคิ่ล โอเว่น (ลิเวอร์พูล), เอมิล เฮสกีย์ (ลิเวอร์พูล), เท็ดดี้ เชอริงแฮม (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์), ดาริอุส วาสเซลล์ (แอสตัน วิลล่า)

ถ้าคิดว่ารายชื่อเหล่านี้ฟังดูดีแล้ว คุณยังไม่ได้เห็นทีมชาติอังกฤษชุด ยูโร 2004 เพราะตอนฟุตบอลโลก ตัวเจ๋งๆ อย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด, แฟร้งค์ แลมพาร์ด, จอห์น เทอร์รี่ ยังไม่ได้ขึ้นมาเลย แถมไม่มีอีกหนึ่งแกนหลักตอนนั้นอย่าง แกรี่ เนวิลล์ ที่โชคร้ายบาดเจ็บไปด้วย ชุดนี้ไล่ตามรายชื่อต้องบอกว่าสุดโหดของจริง ผลงานครั้งนั้นผ่านรอบแรกในฐานะรองแชมป์กลุ่มเพราะแพ้ให้กับ ฝรั่งเศส รอบ 8 ทีมเข้ามาเจอเจ้าภาพ โปรตุเกส ก็แพ้ดวลจุดโทษตกรอบไป ดูรายชื่อใเตือนความจำกันหน่อยดีกว่า

ผู้รักษาประตู
เดวิด เจมส์ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้), พอล โรบินสัน (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์), เอียน วอล์คเกอร์ (เลสเตอร์)
กองหลัง
แกรี่ เนวิลล์ (แมนฯ ยูไนเต็ด), แอชลีย์ โคล (อาร์เซน่อล), จอห์น เทอร์รี่ (เชลซี), โซล แคมป์เบลล์ (อาร์เซน่อล), เวย์น บริดจ์ (เชลซี), ฟิล เนวิลล์ (แมนฯ ยูไนเต็ด), เลดลีย์ คิง (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์), เจมี่ คาร์ราเกอร์ (ลิเวอร์พูล)
กองกลาง
สตีเว่น เจอร์ราร์ด (ลิเวอร์พูล), เดวิด เบ็คแฮม (เรอัล มาดริด), พอล สโคลส์ (แมนฯ ยูไนเต็ด), แฟร้งค์ แลมพาร์ด (เชลซี), นิคกี้ บัตต์ (แมนฯ ยูไนเต็ด), โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ (บาเยิร์น), โจ โคล (เชลซี), คีรอน ดายเออร์ (นิวคาสเซิ่ล)
กองหน้า
เวย์น รูนีย์ (เอฟเวอร์ตัน), ไมเคิ่ล โอเว่น (ลิเวอร์พูล), เอมิล เฮสกีย์ (เบอร์มิงแฮม), ดาริอุส วาสเซลล์ (แอสตัน วิลล่า)

ผลงานทีมชาติอังกฤษไม่ได้เปรี้ยงปร้างมานานแล้ว ยิ่งมายุคหลังยิ่งแย่ใหญ่ ไล่ตั้งแต่ตกรอบแรก ฟุตบอลโลก 2014 แพ้ ไอซ์แลนด์ ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูโร 2016 มาครั้งนี้่กับการคัดฟุตบอลโลก 2018 แม้จะผ่านฉลุยไม่มีปัญหา แต่หลายอย่างก็ต้องยอมรับว่ายังดูห่วย โดยเฉพาะรายชื่อนักเตะในทีม ล่าสุดมีอุ่นเครื่องกับ เยอรมัน ชาติยักษ์ใหญ่ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน แต่นักเตะที่เรียกติดทีมมากลับทำให้สื่อถึงกับงง เพราะถ้าไม่บอกคงนึกไม่ออกเลยว่านี่คือทีมชาติอังกฤษ

ผู้รักษาประตู 
จอร์แดน พิคฟอร์ด (เอฟเวอร์ตัน), โจ ฮาร์ท (เวสต์แฮม), แองกุส กันน์ (นอริช)
กองหลัง
คีแรน ทริปเปียร์ (สเปอร์ส), แดนนี่ โรส (สเปอร์ส), ฟิล โจนส์ (แมนฯ ยูฯ), จอห์น สโตนส์ (แมนฯ ซิตี้), แฮร์รี่ แม็คไกวร์ (แมนฯ ซิตี้), ไรอัน เบอร์ทรานด์ (เซาธ์แฮมป์ตัน), โจ โกเมส (ลิเวอร์พูล), ไมเคิล คีน (เอฟเวอร์ตัน), แกรี่ เคฮิลล์ (เชลซี)
กองกลาง
เจค ลิเวอร์มอร์ (เวสบรอม), อีริก ดายเออร์ (สเปอร์ส), รูเบน คอฟตัส-ชีค (คริสตัล พาเลซ), แจ็ค คอร์ก (เบิร์นลีย์), แอชลีย์ ยัง (แมนฯ ยูไนเต็ด), เจสซี่ ลินการ์ด (แมนฯ ยูไนเต็ด)
กองหน้า
เจมี่ วาร์ดี้ (เลสเตอร์), แทมมี่ อบราฮัม (สวอนซี), มาร์คัส แรชฟอร์ด (แมนฯ ยูไนเต็ด)

โอเคล่ะทีมชุดนี้อาจจะมีนักเตะตัวหลักถอนทัพไป 7-8 คน ไม่มี เดเล่ อัลลี ไม่มี แฮร์รี่ เคน แต่ถึงเพิ่มนักเตะเหล่านั้นเข้ามาก็ภาพรวมก็ยังดูไม่เท่า 2 ชุดที่ผมยกมา ต่อให้ไม่ต้องเอามาเปรียบเทียบเรื่องความเก่ง แต่แค่ชื่อชั้นของรายชื่อ ทีมชาติอังกฤษรุ่นหลังก็ยังนับว่าเทียบไม่ติด สิ่งเดียวที่พวกเขาจะลบคำสบประมาทเหล่านี้ได้ คือผลงานเท่านั้น

"มิสเตอร์XL"

บทความอื่นๆ ของ cannesta
บอลพอกหางหมู
กองหลังระดับตำนานที่ค่าตัวแค่ 30 ล้านปอนด์
บอลพอกหางหมู
'ผี' ขาดใจเมื่อไร้ ป็อกบา
ติดตามข่าวสารกับ SMMSPORT ได้ที่
แสดงความคิดเห็น