ราเยวัช จะคุมช้างศึก U23 ได้หรือ?

แม้ "โค้ชโย่ง" วรวุธ ศรีมะฆะ จะพา ทีมชาติไทย U22 คว้าแชมป์ซีเกมส์ ที่ประเทศมาเลเซีย ได้สำเร็จ

แต่แชมป์ระดับอาเซียน ก็ไม่สามารถต่ออายุให้ "โค้ชโย่ง" ได้คุมทีมชาติไทยต่อไป เนื่องจากความเห็นและกระแสต่อต้านจากแฟนบอล มันมีมากเสียจน สมาคมฟุตบอลฯ ต้องปลด "โค้ชโย่ง" ออกจากตำแหน่ง หัวหน้าผู้ฝึกสอน

โดยคนที่ สมาคมฟุตบอลฯ เลือกเข้ามาให้ทำหน้าที่แทนในทีม U23 นั่นก็คือ มิโลวาน ราเยวัช กุนซือทีมชาติไทย ชุดใหญ่ พร้อมด้วยทีมงานสตาฟฟ์ทั้งหมดของ ราเยวัช

แม้จะโดนปลดจากตำแหน่ง "เฮดโค้ช" แต่ สมาคมฟุตบอลฯ ก็ยังใจดีมอบตำแหน่ง "ผู้ช่วย" ให้กับ "โค้ชโย่ง"

แต่มันก็แทบจะไม่มีความหมายอะไร เมื่อมือขวาของ ราเยวัช ทั้ง โซรัน ยานโควิช, ซาซ่า โทดิช และ เนบอยซ่า สตาเมนโควิช ต่างก็ลงมาช่วยทำ U23 ทุกคน

ฉะนั้น "โค้ชโย่ง" จึงหลุดไปเป็น "ผู้ช่วย" ลำดับท้ายๆ เพราะ ราเยวัช ก็คงมีแนวทางในการทำทีมเป็นของตัวเอง และมือขวาจากทีมงานของตัวเอง ก็คงจะรู้ใจมากกว่า

จากการทำเช่นนี้ของ สมาคมฟุตบอลฯ แฟนบอลชาวไทยส่วนใหญ่ ต่างดีใจที่เห็น "โค้ชโย่ง" ออกจากตำแหน่ง บางคนคอมเมนท์รุนแรงถึงขั้นขับไล่ไสส่ง "โค้ชโย่ง" ก็มี

แต่เมื่อ สมาคมฟุตบอลฯ ตัดสินใจไปแล้ว "โค้ชโย่ง" ก็คงทำอะไรไม่ได้ และต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมของตัวเองต่อไป แม้ในใจอยากจะแสดงฝีมือในศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ตัวเองเป็นคนพาไปเล่นมากแค่ไหนก็ตาม

ทีนี้เราลองมาดูว่า ราเยวัช จะคุม ทีมชาติไทย U23 ได้จริงหรือ?

อย่างแรกที่ผมสงสัยคือ การคุมทีมครั้งนี้จะมีการเขียนสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือเปล่า เพราะต้องไม่ลืมว่า ราเยวัช เป็นโค้ชต่างชาติ และส่วนมากพวกนี้จะทำงานแบบมืออาชีพ

สัญญาปัจจุบันของ ราเยวัช คือคุมทีมชาติไทย ชุดใหญ่ เป็นระยะเวลาแแค่ 1 ปีเท่านั้น (หมดสัญญา พฤษภาคม 2561) ดังนั้นการจะไปเพิ่มงาน เพิ่มหน้าที่ให้กับเขา มันจะต้องเขียนสัญญาเพิ่ม และต้องเสียเงินค่าจ้างเพิ่มมากขึ้น

เพราะระดับมืออาชีพ ไม่ใช่จะจับยัดงานอะไรให้เขาทำก็ได้ ของแบบนี้มันต้องมีสัญญา และมีค่าจ้าง

จากนั้นต้องมาดูว่า การควบ 2 งาน มันจะส่งผลกระทบอะไรหรือไม่ เพราะในอดีตเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัย "โค้ชซิโก้" กับ "โค้ชโชคทวี"

ในปีหน้า 2018 ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ มีรายการสำคัญคือ คิงส์คัพ ในช่วงกลางปี และ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ในช่วงปลายปี ต่อด้วย เอเชียนคัพ ในต้นปี 2019 (หาก ราเยวัช ได้ต่อสัญญาไปอีก 1 ปี)

ส่วน ทีมชาติไทย U23 จะมีรายการ ชิงแชมป์เอเชีย ในต้นปี 2018 ต่อด้วย เอเชียนเกมส์ ที่อินโดนีเซีย ในเดือนสิงหาคม

จากโปรแกรมดังกล่าว จะเห็นว่า ราเยวัช มีเวลาเพียง 3 เดือนนิดๆ ในการพา U23 ไปแข่งชิงแชมป์เอเชีย

และหากตัดโปรแกรมฟุตบอลลีกออกไป การแข่งขันจะจบฤดูกาลในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ฉะนั้นกว่าที่ ราเยวัช จะได้เจอนักเตะ จะได้ทำความรู้จักกับน้องๆนักฟุตบอล U23 ก็เหลือเวลาก่อนทัวร์นาเมนท์จะเริ่มเพียง 1 เดือนกว่าๆเท่านั้น

เวลา 1 เดือนเท่านี้ จะเพียงพอมั้ยให้ ราเยวัช ทำทีมไปลุยในระดับเอเชีย?

จากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น จากการทำงานที่ต้องมากกว่าเดิม ผมเชื่อว่า ราเยวัช อาจจะมีการเรียกร้องเงินค่าจ้างที่สูงขึ้น รวมถึงอาจจะมีการขอให้จ้างทีมงานของตัวเองเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งเรื่องนี้ สมาคมฟุตบอลฯ ต้องเป็นคนตัดสินใจว่า เม็ดเงินที่ต้องจ่ายเพิ่ม จะมีความคุ้มค่าหรือไม่

เรื่องนี้หากมองในแง่ดี มันก็จะทำให้ ทีมชาติไทย U23 มีการทำงานที่สอดคล้องกับทีมชุดใหญ่ หากว่า ราเยวัช และทีมงานของเขาแบ่งสรรหน้าที่กันได้ลงตัว

แม้ผมจะเสียดาย "โค้ชโย่ง" อยู่ไม่น้อย เพราะใจผมอยากจะให้โค้ชคนไทยได้มีโอกาสสัมผัสเกม หรือสัมผัสการคุมทีมในระดับเอเชียด้วยฝีมือของตัวเองบ้าง เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ระดับทวีปให้อยู่กับโค้ชคนไทย

แต่อย่างน้อย การตั้ง ราเยวัช ให้ดูแลทีมชุด U23 ผมก็ว่าน่าจะดีกว่าไปหาโค้ชต่างชาติคนอื่นๆให้มาคุมทีม

 

บทความอื่นๆ ของ nutnaldo
รอบรั้วบอลไทย
วิเคราะห์เจาะลึก...ก้าวต่อไปของซิโก้
รอบรั้วบอลไทย
แจกทีเด็ดไทยลีกแม่นๆ เมืองทองยาวไป, บียู-บุรีรัมย์...
ติดตามข่าวสารกับ SMMSPORT ได้ที่
แสดงความคิดเห็น