U23 : นี่ไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุด แต่เป็นทีมที่พร้อมที่สุด

วอลเลย์บอลมาเร็วไปเร็วมากๆ เผลอแปบเดียวก็จะหมดรายการทีมชาติให้เราได้ติดตามเชียร์กันแล้ว ความรู้สึกตอนนี้ยังคิดว่าเหมือนการแข่งขันมงเทรอซ์มาสเตอร์เพิ่งจบลงไป แต่แท้จริงแล้วเหลือเพียง 2 ทัวร์นาเม้นที่ทีมชาติใหญ่-เล็กจะลงสนามกัน

ล่าสุด...ทีมวอลเลย์บอลหญิงรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี หรือที่เรียกติดปากกันว่า U-23 กำลังจะเดินทางไปลงแข่งขันรายการชิงแชมป์โลกที่ประเทศสโลวีเนียแล้ว และ สำหรับใครที่ลุ้นรายชื่อ หรือ เกร็งเอาไว้ว่าใครจะติดไปบ้างก็คงได้ทราบกันแล้ว

ส่วนใครที่ยังไม่รู้ก็ขอใส่เอาไว้ให้เป็นข้อมูลเพื่อจะได้อ่านกันต่อแบบไหลลื่นไม่ต้องเปิดหลายหน้า

รายชื่อ : อนิสา ยอดพินิจ,พัชราภรณ์ สิทธิศาสตร์,ธนัชชา สุขสด,
ชุติมณฑน์ สากร,วิภาวี ศรีทอง,อุสา ดาวเวิน,วัชรียา นวลแจ่ม,หทัยรัตน์ จารัตน์,ฑิชากร บุญเลิศ,ฑิชาญา บุญเลิศ,ปริญญา พานแก้ว,ณัฎฐณิชา ใจแสน

สำหรับคำถามที่ต้องเจอบ่อยๆอย่าง 
ทำไมอัจฉราพรไม่ติด 
ทำไมชัชชุอรไม่ติด 
ทำไมพิมพิชยาไม่ติด

คำตอบคือนักกีฬาจำนวน 3 คนดังกล่าวต้องลงแข่งขันร่วมกับทีมชาติชุดใหญ่ในศึกชิงแชมป์โลกรอบคัดเลือก ( 20-24 ก.ย.)  ซึ่งเป็นรายการที่สำคัญกว่า เพราะเราต้องไปเล่นรอบสุดท้ายที่ญี่ปุ่น และ เอาคะแนนสะสมโลกมาให้ได้  เหตุผลอีกอย่างคือช่วงเวลาแข่งขันมันชิดกันมาก (ห่างแค่ 1 วัน) จะห้นักกีฬาบินอ้อมโลกมาแข่งโดยที่ไม่ได้ปรับตัวซ้อมกับทีมก็คงจะเป็นอะไรที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นหวังว่าแฟนวอลเลย์บอลจะเข้าใจจุดนี้

วนกลับมาที่ 12 คนที่จะเป็นตัวแทนทีมชาติไปแข่งนั้น หลายคนก็ตั้งคำถามเอาไว้ว่า "เลือกตัวมาแบบนี้จะไหวเหรอ"

ในใจก็อยากจะตอบกลับด้วยคำถามว่า " ในไทยมีดีกว่านี้ให้เลือกแล้วเหรอ"

 แต่จะตอบแบบนี้ไปก็เกรงว่าจะดูไม่เหมาะ และ ใช้วิธีการไปติดตามข้อมูลมาหักล้างเพื่ออธิบายต่อข้อสงสัยด้วยเหตุผลมากกว่าที่จะใช้อารมณ์กระแทกไปน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ก่อนอื่น....เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา นักกีฬาระดับเยาวชนของไทยค่อนข้างคลาดแคลน ถ้าไม่นับปรากฎการณ์ "บิ๋ม-บีม"แล้วก็แทบจะไม่มีใครที่เด่นขึ้นมาให้เห็นว่าจะสามารถก้าวขยับขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมชาติในอนาคตได้เลย ซึ่งข้อนี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคที่ไทยใช้ผู้เล่นชุดเดิมชุดเดียวตะเวนแข่งทั่วโลก เพราะในสมัยนั้นก็หานักกีฬาเข้ามาติดทีมชาติค่อนข้างลำบาก 

ถ้ายังไม่เห็นภาพที่พยายามสื่อสารออกไป ให้ลองคิดดูว่ามีนักกีฬาระดับยุวชน-เยาวชนทีมชาติในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาจำนวนกี่คนที่สามารถก้าวขึ้นมาอยู่ทีมชุดใหญ่ได้บ้าง

โสรยา พรมหล้า (2008)
พรพรรณ เกิดปราชญ์ (2008)
หัตถยา บำรุงสุข (2010)
อัจฉราพร คงยศ  (2010)
ทัดดาว นึกแจ้ง (2012)
ฑิชาญา บุญเลิศ (2012)
พิมพิชยา ก๊กรัมย์ (2013)
ชัชชุอร โมกศรี (2013)
วิภาวี ศรีทอง (2013)

ส่วนเคสของ จรัสพร บรรดาศักดิ์ นี่ไม่อยู่ในกลุ่มเยาวชนทีมชาติเพราะก้าวขึ้นมาจากโอกาสที่ได้รับให้มาร่วมฝึกซ้อมกับแคมป์

ถ้าเป็นไปตามข้อมูลด้านบนที่ยกตัวอย่างมานั้น เห็นได้ชัดว่านักกีฬาวอลเลย์บอลที่มีองค์ประกอบเพียงพอที่จะนำไปสานต่อมีค่อนข้างน้อย ดังนั้นการเลือกนักกีฬาทีมชาติสักชุดหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เรา"คิด"

หากเราเปิดใจรับรู้ถึงข้อมูลด้านบนแล้ว เราจะเข้าใจถึงนักกีฬาที่ถูกเลือกมาเป็น U-23 ครั้งนี้มากขึ้น เมื่อเราเข้าใจถึงศักยภาพของนักกีฬาที่มีแล้ว เราก็จะเข้าใจเป้าหมายของทีมมากขึ้น 

ส่วนตัวไม่ได้มองผลการแข่งขัน แต่มองไปที่ว่านักกีฬาคนไหนจะได้อะไรจากการไปแข่งขันมากกว่า

"แอ๊ป" หทัยรัตน์ จารัตน์ ผู้เล่นตำแหน่งบอลเร็วน่าจะเป็นคนที่ถูกเล็งเอาไว้ว่าน่าจะได้ประสบการณ์พอสมควร เพราะเท่าที่ดูมา เด็กสาวร่างโย่งคนนี้มีพัฒนาการ และ ความตั้งใจที่ดีมากๆ ที่สำคัญเขากำลังแก้ไขทักษะส่วนตัวที่บกพร่องอยู่ การไปของเธอคงจะได้รู้ว่าตัวเองยังต้องปรับอะไรบ้างหากต้องการที่จะก้าวไปต่อ 

"มด" วิภาวี ศรีทอง สำหรับคนนี้แฟนวอลเลย์บอลน่าจะเริ่มรู้จักมากขึ้นแล้ว เพราะการเล่นของเธอค่อนข้างสร้างความประทับใจให้ได้เห็นจากการถูกเปลี่ยนลงไปเล่นในนามทีมชาติชุดใหญ่ แล้วก็ตีบอลได้มันส์มือกองเชียร์เหลือเกิน แต่ถ้ามองลงไปให้ลึกดีๆ วอลเลย์บอล U-23 ชิงแชมป์เอเชียที่ไม่มีชื่อของเธออยู่ในทีม มันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอหันกลับมาทบทวนแล้วว่า"ตัวเองขาดอะไร"

ผมไม่รู้ว่าสต๊าฟฟ์ทีมชาติตั้งใจให้เธอหลุด เพื่อให้เธอได้รู้จักความผิดหวังหรือเปล่า แต่ต้องบอกว่ามันได้ผลมากๆ เพราะที่ผ่านมาการซ้อมการเล่นของ วิภาวี ดร็อปลงไปอย่างน่าตกใจ ขนาดทีมสุพรีมก็ไม่หนีบเธอไปเล่นสโมสรเอเชีย แล้วต้องมาอกหักกับ U-23 เอเชียตามไปติดๆ

ถ้าเป็นบางคนเจอเหตุการณ์แบบนี้คงจะหมดแรง แต่สำหรับเธอ "ล้มแล้วลุกได้เร็ว"

การซ้อมที่ไร้วิญญาณกลับมามีชีวิตชีวามากขึ้น
ทุ่มเทในการซ้อม และ แสดงออกมาให้ทุกคนได้เห็น
จนในที่สุดเธอก็เอาตัวเองกลับมาเป็นตัวเลือกให้โค้ชอีกครั้ง

"น้ำหวาน" อนิสา ยอดพินิจ ตัวรับอิสระร่างอุ๊งอุ๊ง ส่วนตัวยอมรับว่าเธอเป็นคนที่ยืนตำแหน่งได้ดี และ คิดว่าน่าจะเป็นกำลังหลักของทีมชาติได้ในอนาคต แต่มันอาจจะเป็นโจทย์ที่เธอต้องทุ่มเทไปอีกเท่าตัว เพราะจากที่จะนอนมาก็กลายเป็นต้องแสดงออกให้ได้มากกว่านี้ 

เพราะก่อนหน้าเคยคิดไว้ว่าหากหมด วรรณา,ปิยะนุช ก็คงจะเป็น อนิสา เข้ามาแทน แต่ตอนนี้ สุพัตตรา ไพโรจน์ ก็เข้ามาเป็นอีก 1 ในนักกีฬาที่พร้อมจะเข้ามารับช่วงจากตัวหลักทีมชาติ ไหนจะมี ยุภา สนิทกลาง ที่เป็นตัวสอดแทรกอีกคน แต่กระนั้นมันเป็นเรื่องดีที่จะทำให้เกิดการแข่งขันภายในทีมชาติเพิ่มไปอีก 1 ตำแหน่ง และ น้ำหวาน ก็น่าจะใช้โอกาสนี้ยืนยันว่าตัวเองก็ยังมีดีพอที่จะได้อยู่ในแคมป์ทีมชาติต่อไป อุ๊งอุ๊ง

ส่วนตัวเซตจำนวน 3 คน ฑิชาญา บุญเลิศ,ปริญญา พานแก้ว,ณัฎฐณิชา ใจแสน
 สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันหมดคือ "ความไม่แน่นอน" ดังนั้นการที่โค้ชตัดสินใจพกไป 3 คนขนาดนี้ก็คงจะหมุนเวียนเปลี่ยนกันลง แม้ว่า ฑิชาญา บุญเลิศ จะก้าวไปทีมชาติชุดใหญ่แล้ว แต่ก็อย่าลืมว่าเขาไปในโควต้านักกีฬาที่ควรนำไปพัฒนา แน่นอน...ผลงานคือคำตอบ และ ครั้งนี้หากเธอลงไปเล่นแล้วสามารถยึดตำแหน่งตัวจริง หรือ ยืนระยะได้ยาวๆ แสดงว่าเธอสอบผ่าน และ คุ้มค่ากับทีมทีมชาติชุดใหญ่พกเธอไปเก็บประสบการณ์จากที่ผ่านมา 

สำหรับอีก 2 คน ปริญญา พานแก้ว,ณัฎฐณิชา ใจแสน ส่วนตัวห่วงรายแรกมากกว่า เพราะตกเป็นเป้าให้แฟนวอลเลย์บอลคอยติมาโดยตลอด แต่เราต้องต้องยอมรับว่านักกีฬาในวัยนี้เท่าที่มีอยู่เธอคือ 1 ใน 3 ที่ดีที่สุดแล้ว ส่วน นุ๊กนิก ก็ต้องพยายามหาตัวเองให้เจอ เพราะบางทีคิดเยอะไปจนทำให้รสชาติการเล่นยังไม่ลงตัวเท่าที่ควร ขอให้ทั้งสองเล่นให้เป็นตัวเองไม่ต้องแบกอะไรเอาไว้

จริงๆอยากจะขยายความคนอื่นๆเพิ่มแต่คิดว่าส่วนหลักคงเพียงพอที่จะทำให้เราเห็นว่าการไปเล่นของนักกีฬาอย่างที่บอกเอาไว้ถ้าตัดเรื่องผลการแข่งขันออกไป พวกเธอจะได้อะไรติดตัวกลับมา แน่นอนคำฮิตติดปากที่เรารู้กันดีคือ "ประสบการณ์" ซึ่งก็เชื่อว่าทุกคนที่ไปด้วยในชุดนี้น่าจะได้มาเช่นกัน

ความเห็นส่วนตัว และ ข้อมูลคงมีให้เท่านี้ แต่จะให้ดีคือมุมมองของโค้ชที่เป็นคนเลือก ซึ่ง "โค้ชชำนาญ ดอกไม้" หัวหน้าผู้ฝึกสอนได้อธิบายให้เข้าใจว่า การเลือกนักกีฬาชุดนี้มีตัวแปรหลายอย่าง ตัวหลัก 3 คนที่ไปไม่ได้,นักกีฬาบางคนที่ยังไม่พร้อม หรือ แม้กระทั่งบางคนที่คิดเอาไว้ก็มีปัญหาอาการบาดเจ็บ

ส่วนเป้าหมายเฉพาะบุคคลโค้ชมองเหมือนกันคือนักกีฬาจะได้อะไรหลายอย่างจากการเดินทางไปแข่งขัน แต่เป้าหมายใหญ่เรื่องผลการแข่งขันนั้นโค้ชคิดว่าก็มีโอกาสที่จะทำออกมาได้ดีอยู่เช่นกัน แม้ว่าอาจจะไม่ได้เข้าไปรอบลึกๆ แต่ก็คิดว่าน่าจะมีเกมที่เซอร์ไพส์ให้เห็นบ้าง

เรื่องของผลการแข่งขันก็คงรอให้ทัวร์นาเม้นจบลงไปก่อน สิ่งที่พวกเราทำได้ดีคือส่งกำลังใจให้ทุกคน ขอให้ตักตวงสิ่งดีๆกลับมาให้ได้เยอะๆ พิสูจน์ตัวเองจากโอกาสที่ได้รับ ขอให้น้องๆสู้กับตัวเองให้เต็มที่ เล่นให้สนุก

ท้ายสุดผมชอบนะสิ่งที่โค้ชบอกว่า "นี่ไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุด แต่นี่คือทีมที่พร้อมที่สุดเท่าที่เรามี" กลับมาก็หวังว่าจะได้ไปนั่งฟังข้อสรุปจากโค้ชอีกครั้งนะครับ

คราวนี้มาต่อกันที่ทีมชุดใหญ่กันบ้าง เพราะมีรายการชิงแชมป์โลกรอบคัดเลือกให้เราได้ติดตามกัน 20-26 กันยายนนี้ แต่ว่าต้องขออภัยครับ เพราะแพทย์เตือนเอาไว้ว่าการจ้องคอมนานๆทำให้สายตาเสีย และ ผมก็คิดว่าใครที่อ่านมาถึงตรงนี้คงจะล้าสายตาแล้ว เอาเป็นว่าเรื่องทีมชุดใหญ่เราค่อยมาว่ากันต่อในโอกาสหน้านะครับ

เอก ประวิตร 

บทความอื่นๆ ของ เอก ประวิตร
เอก ประวิตร
Volley Talk : สมาคมวอลเลย์บอลไทยเอาอะไรไปวัด ?
เอก ประวิตร
Volley Talk : หรือนี่คือก้าวใหม่ของวงการวอลเลย์บอล...
ติดตามข่าวสารกับ SMMSPORT ได้ที่
แสดงความคิดเห็น