เหตุผล 10 ข้อ ที่ส่งบุรีรัมย์ ขึ้นจ่าฝูงและจะเป็นแชมป์ปีนี้

เหตุผล 10 ข้อ ที่ส่งบุรีรัมย์ ขึ้นจ่าฝูงและจะเป็นแชมป์ปีนี้
เหตุผล 10 ข้อ ที่ส่งบุรีรัมย์ ขึ้นจ่าฝูงและจะเป็นแชมป์ปีนี้

ช่วงนี้ฟุตบอลไทยลีก ก็พักเบรกให้กับทีมชาติไทย ชุดซีเกมส์ และชุดใหญ่ ที่เตรียมลงเตะฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก สองนัดสุดท้าย กว่าจะกลับมาฟาดแข้ง กันอีกครั้งก็เดือนหน้านู้นเลย ตอนนี้ก็เปรียบเสมือนเป็นการพักเลกไปในตัว เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่ได้พักครึ่งฤดูกาลกันแบบจริงๆ จังๆ ช่วงบอลพักแบบนี้ เราก็มาว่ากันที่ทีมจ่าฝูงและตัวเต็งแชมป์ไทยลีกปีนี้อย่าง "บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด" กันดีกว่า

ฟุตบอลไทยลีกฤดูกาล 2017 ผ่านไปแล้ว 25 นัด เหลืออีกเพียง 9 เกมเท่านั้น ก็จะจบฤดูกาล และได้บทสรุปสำหรับซีซั่นนี้ แต่อีก 9 นัดที่เหลือก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือน่าตื่นเต้นเกิดขึ้น คงต้องรอดูกันต่อไปยาวๆ 
 
แต่หากจะพูดถึงจ่าฝูงในเวลานี้อย่าง "ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่หลังจากเปลี่ยนโค้ชและกลับมาหวดเลกสองก็ยังไม่มีเพลี่ยงพล้ำ และฟอร์มคงเส้นคงวามากๆ ทำให้ตอนนี้ขึ้นมานำจ่าฝูงเดี่ยวๆ และทำแต้มห่างทีมตามอย่างเอสซีจี เมืองทองฯ และ แบงค็อก ถึง 6 แต้ม โอกาสกลับมาทวงแชมป์สดใส ต่อไปนี้คือเหตุผล 10 ข้อที่ส่งให้บุรีรัมย์ ขึ้นจ่าฝูงและจะเป็นแชมป์ปีนี้
 

1.บันโดวิช คัมแบ็ก

เหตุผลแรกเลยที่ผมคิดว่ามีส่วนสำคัญกับผลงานของทีมในช่วงที่ผ่านมา ก็คือการกลับมาคุมทีมอีกครั้งของ "บอสโก้" โบซิดาร์ บันโดวิช กุนซือชาวเซอร์เบีย ที่ขึ้นมาเป็นเฮดโค้ชแทน โปโปวิช ที่ลาออกไป ด้วยสไตล์การคุมทีมของ บันโดวิช ทำให้เห็นความแตกต่างจากยุค โปโปวิช พอสมควร โดยเฉพาะความแน่นอน เกมรับที่เหนียวแน่น และเน้นผลการแข่งขัน

ตอนที่ โปโป้ ทำทีมเซราะกราว ดูเหมือนจะเน้นเกมรุกเป็นหลัก ส่วนเกมรับก็มีข้อเสียเยอะ จะเห็นว่าเลกแรกบุรีรัมย์ เสียประตูบ่อยมาก อีกทั้งผลงานก็ขาดความแน่นอน บทจะแพ้ก็แพ้ง่ายๆ ซึ่งไม่ใช่บุรีรัมย์ ที่เราเคยรู้จัก แต่พอ บันโดวิช กลับมาคุมทีม เห้นได้ชัดเลยว่าบอลเป็นทรงมากขึ้น เกมรับก็เหนียว แถมเป็นบอลที่เน้นผลการแข่งขันแบบเขี้ยวลากดิน ถ้าจะให้เปรียบการทำทีมของ บันโดวิช กับโค้ชระดับโลก ก็น่าจะประมาณ มูรินโญ่ คือเน้นผลการแข่งขันไว้ก่อน ความสวยงามการเอนเตอร์เทนแฟนบอลไว้ทีหลัง และนักเตะบุรีรัมย์ ก็ทำกันได้ดีด้วยกับสไตล์การทำทีมของอดีตกุนซือ โอลิมเปียกอส ทำให้พวกเขากลับมาแซงขึ้นนำเป็นจ่าฝูงอยุ่ในเวลานี้
 

2.ตูเนซ กลับมาหลังแน่นปึ๊ก

อีกคนนึงที่เข้ามาทำให้ปราสาทสายฟ้ามีเกมรับที่เหนียวแน่นเหมือนปีก่อน นั่นก็คือ อันเดรซ ตูเนซ ปราการหลังที่ว่ากันว่าดีที่สุดในไทยลีกตอนนี้ จากช่วงต้นฤดูกาลด้วยปัญหาส่วนตัวทำให้เซ็นเตอร์ฮาล์ฟทีมชาติเวเนซูเอล่าต้องกลับไปเล่นฟุตบอลอาชีพที่สเปน แต่พอเลกสองก็กลับมาช่วยต้นสังกัดเก่า และการมายืนจับคู่กับ พรรษา เหมวิบูรณ์ กองหลังทีมชาติไทยคนใหม่ มันเป็นอะไรที่ลงตัวมาก 
 
เกมรับของบุรีรัมย์ ดีขึ้นอย่างกับคนละทีมในเลกแรก พวกเขาเสียไปแค่ 1 ประตู ในเลกสอง 8 เกมที่ผ่านมา แม้เจ้า!! ใครจะเชื่อ ทั้งๆ ที่เลกแรกเสียไปถึง 14 ประตู มันเป็นตัวเลขที่ต่างกันพอสมควร และแน่นอนเมื่อเกมรับแน่น เกมรุกก็ไม่มีปัญหา ผลการแข่งขันก็ดีตามไปด้วย ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกลับมาของ ตูเนซ นั้นสำคัญกับบุรีรัมย์ ในการทวงแชมป์ฤดูกาลนี้มากๆ 
 

3.จาจ้า ยิงต่อเนื่อง

ในทุกๆ ฤดูกาลที่บุรีรัมย์ เป็นแชมป์ไทยลีก พวกเขาจะต้องมีกองหน้าจอมถล่มประตูเสมอ ตั้งแต่ ฟรองค์ โออองด์ซ่า,คาร์เมโล กอนซาเลซ,ฮาเวียร์ ปาตินโญ่ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ซึ่งปีที่แล้ว ดิโอโก้ เจ็บไป ทีมก็พลาดแชมป์ ขณะที่กองหน้าคนอื่นก็ปืนฝืดหมด จนกระทั่งมาเจอ รัศมี แข เอ้ย ไม่ใช่ "จาจ้า" แจ็คสัน โคเอลโญ่ ที่เป็นดาวยิงจอมถล่มประตูอย่างแท้จริง และเป็นตัวที่เซราะกราวรอคอย ซึ่ง จาจ้า ก็ไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวังยิงประตูได้อย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ซัดไปแล้วในลีก 23 ประตู ถือเป็นอีกคนที่มีส่วนสำคัญกับผลงานของทีมในฤดูกาลนี้

4.บาสโตส แทน ดิโอโก้ได้เยี่ยม

ในขณะที่ ดิโอโก้ เจ็บไปหลายเกม และถึงแม้จะไม่เจ็บฟอร์มโดยรวมในปีนี้ก็ยังไม่ถึงกับดีมาก แต่ก่อนที่เขาจะเจ็บไปช่วงท้ายเลกแรก ดิโอโก้ ก็เริ่มกลับมาคืนฟอร์มและทำประตูได้อยู่เรื่อยๆ จนมาเจ็บไปก็หายไปหลายเกม แต่คนที่เข้ามาแทนก็คือ ราฟาเอล บาสโตส ที่แม้จะไม่ได้เล่นในสไตล์เดียวกับ ดิโอโก้ แต่เรื่องของการถล่มประตูก็ไม่เป็นรอง แถมแต่ละประตูที่ บาสโตส ยิงให้บุรีรัมย์ นั้นล้วนแล้วแต่เป็นประตูที่สำคัญทุกลูกเลย และแต่ละลูกก็สวยๆ ทั้งนั้น ซึ่งจากผลงานที่ยอดเยี่ยมแบบนี้มีโอกาสจะได้ต่อสัญญาใหม่กับทีมในซีซั่นหน้าแน่นอน ผมว่าตัวนี้เจ๋ง ถ้าไม่เก็บไว้ก็น่าจะมีทีมอื่นในไทยลีกรอเซ้งในปีหน้าแน่นอน

5.ศศลักษณ์ ตัวแทน ธีราทร

อีกหนึ่งตำแหน่งที่หลังจากบุรีรัมย์ เสียไปก็ยังไม่มีใครเข้ามาแทนที่หรือทำผลงานได้ใกล้เคียงกับคนเก่า นั่นก็คือตำแหน่งของ "โก๋อุ้ม" ธีราทร บุญมาทัน ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้ด้วยฟอร์มอันแข็งแกร่งของบุรีรัมย์ ที่เรารู้จักดีส่วนหนึ่งมาจากฟอร์มการเล่นของ ธีราทร บุญมาทัน แต่เมื่อเสียไปให้กับเมืองทองฯ ก็ยังไม่มีใครมาแทนตำแหน่งนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็น กรกช วิริยอุดมศิริ,สุภโชค สาระชาติ,อานนท์ อมรเลิศศักดิ์,นฤบดินทร์ วีระวัฒน์โนดม,อนาวิน จูจีน หรือใครก็แล้วแต่ที่ถูกจับไปเล่นฝั่งซ้าย ก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าเจ้าอุ้ม
 
จนกระทั่งมาเจอ ศศลักษณ์ ไหประโคน ที่แต่เดิมเป็นตัวรุกริมเส้นฝั่งขวาด้วยซ้ำกับแบงค็อก แต่เมื่อย้ายมาอยู่บุรีรัมย์ ถูกจับไปเล่นเป็นวิงแบ็กซ้าย ตำแหน่งเดียวกับ ธีราทร แน่นอนคงไม่ได้เล่นได้ดีเท่าเจ้าของตำแหน่งเดิม แต่ด้วยสไตล์ และความขยันทำให้ ศศลักษณ์ ดูจะใกล้เคียงเจ้าอุ้มมากที่สุดแล้วกับการเล่นตำแหน่งนี้ ซึ่งก็ทำได้ดีทั้งเกมรับและเกมรุกที่เจ้าตัวถนัดอยู่แล้ว ถือว่าคุ้มค่ามากๆ และซื้อตัวมาได้ถูกคนเลยกับตำแหน่งกราบซ้ายที่พวกเขาต้องการ  

6.ฟอร์มสม่ำเสมอ

อย่างที่บอกว่าเลกสองนั้นเตะมาแล้ว 8 เกม บุรีรัมย์ ชนะได้ถึง 7 นัด และสะดุดเสมอไปแค่เกมเดียว ซึ่งเป้นเกมที่เสมอกับเอสซีจี เมืองทองฯ คู่แข่งแย่งแชมป์โดยตรง จึงไม่เสียหาย ขณะที่บอลถ้วยก็ยังมีลุ้นทั้งสองรายการ ซึ่งทั้งหมดนี้ก้มาจากฟอร์มการเล่นและผลงานที่สม่ำเสมอ ถึงตอนนี้ผมก็คิดไม่ออกว่าบุรีรัมย์จะไปสะดุดเกมไหน เกมต่อไปที่จะกลับมาแข่งด้วยการรับมือกว่างโซ้งเชียงราย ถ้าชนะได้ผมกล้ายืนยันว่าบุรีรัมย์ จะเป็นแชมป์ไทยลีกฤดูกาลนี้อย่างแน่นอน

 

7.ความมั่นใจเต็มเปี่ยม นำแล้วไม่มีพลาด

ก็อย่างที่บอกสำหรับความสม่ำเสมอและผลงานที่ยอดเยี่ยมกระเทียมดองแบบนี้ มันก็ส่งผลมาถึงสภาพจิตใจ ที่ตอนนี้ผมคิดว่านักเตะ ทีมงานสตาฟฟ์โค้ช คุณเนวิน และแฟนบอลเซราะกราวก็ต่างมีความมั่นใจอย่างเต็มที่กับผลงานของตัวเองในเวลานี้ เพราะเมื่อนำแล้วก็คงจะไม่พลาดง่ายๆ มันเป็นคุณสมบัติของทีมจะเป็นแชมป์ เมื่อขึ้นนำได้ในช่วงเวลาที่สำคัญแบบนี้มักจะไม่พลาด และเราก็ดูบุรีรัมย์มาหลายครั้ง ถ้านำเดี่ยวๆ แบบนี้แล้ว บอกเลยว่าพลาดยากครับพี่น้อง

 

8.คู่แข่งพลาดเอง

ในขณะที่บุรีรัมย์ ก็รักษาผลงานของตัวเองไป แต่คู่แข่งที่ตามมาอย่างผู้ท้าชิงอันดับหนึ่ง เอสซีจี เมืองทองฯ ก็ดันทำแต้มทิ้งเรี่ยราดเองหลายแต้ม ทำให้ช่องว่างจากเดิม 4 คะแนน ที่คิดว่าน่าจะเบียดกันไปจนนัดสองนัดสุดท้าย กลายมาเป็น 6 แต้ม แม้จะห่างจากเดิมแค่ 2 คะแนน แต่มันก็เป็นเรื่องยากมากที่จะกลับมาตามทัน 

ส่วนทีมอย่างแบงค็อก ที่ก็ตามอยู่ 6 แต้มเหมือนกัน จะเป็นทีมฟอร์มแรงสุดๆ ในเวลานี้ ก็มีเกมที่จะต้องไปตัดแต้มกันเองกับกิเลนผยอง ซึ่งนั่นก็จะทำให้มีทีมใดทีมหนึ่งแต้มตามหลังห่างไปอีก ถ้าเสมอกันก็หมดลุ้นแชมป์ทั้งสองทีม แต่ถ้ามีผลแพ้ชนะทีมที่แพ้ก็น่าจะหลุดวงโคจรในการลุ้นแชมป์นี้ เอาเป็นว่าถึงตรงนี้ผมว่าบุรีรัมย์ไม่น่าจะพลาดเองแล้วแหละ ส่วนทีมที่ตามมาจะชนะทุกนัดที่เหลือผมว่าก็ตามไม่ทันอยู่ดี
 

9.ไม่เคยพลาดแชมป์สองปีติด

หลังจากที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ไทยลีกครั้งแรกเมื่อฤดูกาล 2011 พวกเขาไม่เคยพลาดแชมป์เกินหนึ่งปีมาก่อน ซึ่งหลังจากได้แชมป์ปี 2011 ปีถัดมาก็เสียแชมป์ให้เอสซีจี เมืองทองฯ ในปี 2012 ก่อนจะกลับมาเป้นแชมป์อีกครั้ง 3 ปีติดต่อกัน 2013,2014 และ 2015 และก็มาเสียแชมปืให้เอสซีจี เมืองทองฯ เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา และมันอาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะกลับมาเป็นแชมป์ในปีนี้และอาจจะสามสมัยติดต่อกันก็เป็นได้ เรื่องของสถิติฟุตบอลมันมักมีอะไรสนุกๆ แบบที่เราไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ

 

10.ดิโอโก้ กลับมาสมบูรณ์

และเหตุผลสุดท้ายที่จะทำให้บุรีรัมย์ กลับมาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม และมีลุ้นแชมป์ในทุกถ้วยไม่เฉพาะในไทยลีก นั่นก็คือการกลับมาฟิตสมบูรณ์ของ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต กองหน้าเบอร์หนึ่งของทีม ที่ตอนนี้กลับมาฟิตเต้มร้อยแล้ว และได้กลับมาลงเคาะสนิมอยู่หลายนัด ซึ่งคาดว่าหลักจากช่วงพักเบรกทีมชาตินี้ เขาจะกลับมาเป็นตัวจริงให้บุรีรัมย์ แบบสมบูรณ์ได้อีกครั้ง และมันก็จะทำให้เซราะกราวแกร่งทั่วแผ่นขึ้นไปอีก และถ้า ดิโอโก้ กลับมาคืนฟอร์มยิงระเบิดอีกเมื่อไหร่ ผมว่าปีนี้เซราะกราวไม่ได้แค่แชมป์เดียวแน่ๆ
 
มูซาชิ
บทความอื่นๆ ของ chicharitao
รอบรั้วบอลไทย
หมดยุค''ธีรศิลป์''ใครจะเป็นกองหน้าเบอร์ 1 ทีมชาติไ...
รอบรั้วบอลไทย
วิกฤตบอลไทย...ก่อนไปฤดูกาล 2018
ติดตามข่าวสารกับ SMMSPORT ได้ที่
แสดงความคิดเห็น