หงส์ ในวันที่หน้าฝืด แต่กองหลังดันโคตรเหนียว

ลิเวอร์พูล รอดพ้นจากความปราชัยต่อ แมนฯ ซิตี้ ไปแบบเฉียดฉิว 0-0 ทั้งๆ ที่เสียจุดโทษในช่วงท้ายเกม แต่เดชะบุญที่ ริยาด มาห์เรซ สวมวิญญาณตัวเตะ NFL สอยบอลโด่งไปเกือบถึงก้อนเมฆ

ในความที่ไม่ชนะใคร 4 เกมซ้อน นั่นย่อมไม่ใช่สถิติที่สวยงามเท่าไหร่ของ “หงส์แดง” แต่อย่างน้อย พวกเขาก็ผ่านช่วงโปรแกรมนรกแตก 7 เกมไปแล้วเรียบร้อย

ในช่วงเวลาที่ว่านี้ พวกเขาพลาดท่าพ่ายให้แค่ เชลซี ใน คาราบาว คัพ และ นาโปลี บนเวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และรอดพ้นจากความตายได้อย่างไม่น่าเชื่อในเกมลีกที่พบ “สิงห์” และ “เรือ”

จากที่ควรแพ้เพิ่มอีก 2 นัด กลับกลายเป็นว่าไม่แพ้เลย ซึ่งได้ส่งผลให้พวกเขารักษาสถิติไร้พ่ายในเกมลีกไว้ได้ต่อไป

ตอนนี้ หัวตารางของ พรีเมียร์ลีก จึงมีอยู่ถึง 3 ทีม ที่มี 20 แต้มเท่ากันจากการลงสนาม 8 นัด ประกอบไปด้วย ลิ้วพูนนน, เชลซี และ แมนฯ ซิตี้

ถามว่า ลิเวอร์พูล ควรจะพอใจมั้ยกับ 8 เกมที่ว่านี้ ? และเราควรจะคาดหวังกับพวกเขาได้มากน้อยเท่าไหร่กับช่วงเวลาที่เหลือ เมื่อเทียบโปรแกรมของคู่แข่งแย่งแชมป์รายอื่นๆ ที่ต้องเจอ

สถิติระบุว่า ขุนพล “เร้ด แมชชีน” เพิ่งจะได้เจอกับคู่แข่งที่ฝีเท้า “หมูตู้” จริงๆ ไปแค่ 2 ทีมเท่านั้น นั่นก็คือ ไบรท์ตัน และ เซาธ์แฮมป์ตัน พ่วงด้วยอีกส่วนที่เป็นทีมระดับกลางๆ มีเขี้ยวเล็บพอตัวอย่าง พาเลซ , เลสเตอร์ และ เวสต์แฮม ซึ่งเคยเป็นของแสลงของทีมทั้งหมด

 

3 ประสานแนวรุกที่ดุดันในฤดูกาลที่ผ่านมา ช่วงที่ผ่านมากลับนัดกันฟอร์มฝืด

ลิเวอร์พูล สามารถตีป้อมฝ่าด่านคู่แข่งเหล่านี้มาได้แบบเรียบวุธ แถมยังได้ดวลกับคู่แข่งในกลุ่มท๊อป 6 ไปแล้วถึง 3 ทีม นั่นก็คือ แมนฯ ซิตี้, สเปอร์ส และ เชลซี ที่พวกเขาเก็บไป 5 แต้ม

ด้วยหลักฐานทั้งหมดทั้งมวลนี้ เราจึงสามารถอนุมานได้ว่า ลิเวอร์พูล คือทีมที่กำไรที่สุดแล้วในหมูของทีมกลุ่มลุ้นแชมป์ด้วยกันในช่วง 8 เกมแรก โดยที่ยังไม่ได้เผชิญหน้ากับทีมน้องใหม่เลย

สวนทางกับ แมนฯ ซิตี้ ที่ลงเตะ 8 นัดแรก และเจอกับทั้ง คาร์ดิฟฟ์, ฟูแล่ม และ วูล์ฟ ไปหมดแล้ว แถมยังตบทีมเต็งตกชั้นเบอร์ต้นๆ อย่าง ฮัดเดอร์สฟิลด์ และ ไบรท์ตัน ไปแล้วเรียบร้อย…

พูดง่ายๆ ก็คือ โปรแกรมของ แมนฯ ซิตี้ และ เชลซี หลังจากนี้ จะหนักกว่า ลิเวอร์พูล อยู่สักหน่อย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะดีพอชนะได้ทุกทีมอยู่แล้วก็ตาม

หลังจากนี้เป็นต้นไป เจอร์เก้น คล็อปป์ จะคุมทีมลงเจอกับงานที่ควรเป็นแมตช์ปลอกกล้วยเข้าปากสำหรับพวกเขา

เปิดบ้านเจอ ฮัดเดอร์สฟิลด์ และเยือน คาร์ดิฟฟ์ ในบอลลีก! โดยมีเกมพบ เซอร์เวน่า สเวซด้า แบบเหย้า-เยือน ขั้นกลางในถ้วย “บิ๊กเอียร์”

นั่นคือแมตช์ที่ ลิเวอร์พูล ควรจะเก็บชัยชนะให้ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในถ้วยที่ตั้งความหวังไว้สูงสุดอย่าง พรีเมียร์ลีก

เพราะถ้าพลาดไปเกมใดเกมหนึ่ง พวกเขามีโอกาสที่จะต้องพบกับความกดดันก่อนถึงแมตช์สำคัญที่จะต้องบุกไปเยือน 1 ในทีมที่ฟอร์มโหดที่สุดของยุโรปชั่วโมงนี้อย่าง อาร์เซน่อล

หากสะดุดเพียงแค่นิดเดียวกับทีมเล็ก และไปพลาดท่าโดน ปืน ยิงปีกหักต่ออีก – สโมสร ลิเวอร์พูล อาจถึงคราวต้องถอยกลับมาพบความจริงอันโหดร้ายตรงจุดเดิมที่พวกเขาไม่อยากเจอ

Van Dijk made his presence felt at both ends of the pitch as he organised team-mates and scored the winning goal

ฟาน ไดค์ ตอบโจทย์ในเกมรับของ ลิเวอร์พูล ได้ดีจนเป็นหัวใจหลักในการป้องกัน

คล็อปป์ จำเป็นที่จะต้องแก้ไขสถานการณ์เกมรุกฝืดของทีมให้ได้โดยเร็ว ถ้าหากหวังจะให้ทีมพัฒนาเก็บแต้มต่อไปได้เรื่อยๆ ขณะที่แนวรับนั้นไม่ต้องห่วงอะไรมากแล้ว เพราะจนถึงตอนนี้ ทีมเพิ่งจะเสียประตูในเกมลีกไปแค่ 3 ตุง

นั่นบ้ามากๆ สำหรับ ลิเวอร์พูล ที่กลายเป็นทีมหลังเหนียวขั้นเทพ แต่กลับเกมรุกไม่ลื่นไหล

ด้วยมาตรฐานที่กุนซือ “เฮฟวี่เมทั่ล” สร้างมา แฟนๆ ก็ค่อนข้างจะมั่นใจว่า ลิเวอร์พูล จะไม่ทำตัวเป็น “โรบินฮู้ด” ปล้นแต้มคนรวย ช่วยทีมคนจนเหมือนดั่งเมื่อก่อน

เมื่อรวมกับโปรแกรมช่วงออกสตาร์ทที่เจอมาหนักกว่าทีมอื่นๆ นั่นก็ยิ่งเป็นแรงส่งที่ควรทำให้ทีมได้เปรียบเหนือทีมอื่นๆ

แต่จะทำได้จริงหรือไม่ เราคงได้รู้กันหลังจบเบรคโปรแกรมทีมชาติครับ

ยอดฝั๋น  

บทความอื่นๆ ของ "ยอดขวัญ"
ทันเดทไลน์ by ยอดฝั๋น
ชื่อเสียงที่กำลังพังทลายของ โลเปเตกี และ โควัช
เลาะรั้วแอนฟิลด์
เจาะลึก! สเตอร์ริดจ์ การกลับมาของหมาจนตรอก
ติดตามข่าวสารกับ SMMSPORT ได้ที่
แสดงความคิดเห็น