รอบรั้วบอลไทย

ส่อง9สนามฟุตบอลหัวเมืองใหญ่ ไทยพร้อมแค่ไหนกับเจ้าภาพบอลโลก

เมื่อสัปดาห์ก่อนได้เห็นข่าวเกี่ยวกับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกร่วมกัน ของไทย และ อินโดนิเซีย ในปี 2034 หรืออีก 17 ปี ข้างหน้า บางคนได้เห็นข่าว อ่านข่าวก็คงรูสึกตลกและหัวเราะอยู่ในใจ บางคนก็บอกคิดว่าน่าลองไม่เสียหาย บางคนก็เอาไปดราม่าเรื่องเอางบประมาณไปทำนู้นทำนี่ดีกว่า ก็ว่ากันไปครับ นานาจินตัง แต่วันนี้งดดราม่านะครับ มาคุยกันสนุกๆ ดีกว่า ว่าถ้าไทยได้จัดบอลโลกจริง ตอนนี้มีสนามไหนพร้อมบ้าง

ก่อนจะไปว่ากันที่เรื่องสนามฟุตบอลในเมืองไทย ผมต้องขออนุญาตเกริ่นสักนิดนึงถึงที่มาที่ไปที่เขียนถึงเรื่องนี้ พอดีว่าวันสองวันก่อนผมไปเห็นพี่ชายคนนึงที่เป็นนักข่าวสายฟุตบอลที่ผมเคารพ "พี่แดน สยามกีฬา" หรือชื่อจริงมนต์ชัย สุขโข พี่เเดนได้โพสต์ในเฟซของพี่เขา Monchai Sukkho ถึงสนามฟุตบอลในอินโดฯ ซึ่งเป็นสนามตามหัวเมืองใหญ่ต่างๆ 

ปรากฎว่าที่อินโดนิเซีย มีสนามฟุตบอลขนาดใหญ่กว่า 20 สนาม ตามเมืองต่างๆ  ซึ่งแต่ละสนามความจุขั้นต่ำอยู่ที่ 30,000 อัพ สูงสุดก็ 85,000 ที่นั่ง คือถ้าสมมติว่าได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจริง อินโดฯ ปรับปรุงสนามนิดหน่อย ตกแต่งให้สวยงาม ปรับภูมิทัศน์ และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกเล็กน้อย ก็ไม่น่ามีปัญหา คือแทบไม่ต้องสร้างสนามใหม่เลย

แต่เมื่อย้อนกลับมาดูสนามฟุตบอลบ้านเราที่จะเป็นเจ้าภาพร่วมกับเขา มีแต่สนามขนาดกลางและขนาดเล็กทั้งนั้นเลย ใหญ่ที่สุดของเราก็ราชมังคลากีฬาสถาน มีความจุอยู่ประมาณ 46,000-49,000 ที่นั่ง ก็ถือว่าได้มาตรฐาน แต่นอกนั้นละ แทบไม่มีสนามใหญ่ที่พร้อมจัดฟุตบอลโลกเลย

โดยระเบียบของฟีฟ่านั้นระบุไว้ว่าสนามที่จะใช้ในฟุตบอลโลกนั้น ในพิธีเปิดและพิธีปิดจะต้องมีความจุไม่ต่ำกว่า 80,000 ที่นั่ง ส่วนสนามแข่งขันแมตช์ธรรมดาทั่วไปต้องจุอย่างน้อย 40,000 ที่นั่ง และต้องเป็นเก้าอี้ทั้งหมด แค่เจอโจทย์นี้ไปก็จบละสำหรับประเทศไทยของเรา ซึ่งทางออกก็คือปรับปรุงเพิ่มเติมของเดิมที่มีอยู่ หรือไม่ก็สร้างสนามใหม่ขึ้นมา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนจะไปถึงจุดที่เราต้องหางบประมาณมาปรับปรุงซ่อมแซมสนามหรือจะสร้างใหม่นั้น ก็คงต้องรอให้ฟีฟ่าเขาเลือกให้เราเป็นเจ้าภาพก่อน แต่ก่อนที่จะไปเสนอตัวเป็นเจ้าภาพเราก็ต้องมีแผนไปส่งให้เขาดูอยู่ดี คิดไปคิดมาก็บอกตามตรงว่ายากถึงยากมาก แต่เราจะไม่ไปพูดถึงตรงจุดนั้น ที่มาเขียนถึงเรื่องนี้ก็คือ จะพาทุกคนไปดูสนามฟุตบอลที่เรามีอยู่ตอนนี้ตามจังหวัดต่างๆ ว่าพอจะมีที่ไหนมันเอามาต่อเติมปรับปรุงให้ใช้จัดฟุตบอลโลกได้บ้าง

ในกรุงเทพมหานครก็มีอยู่ 3 สนามหลักๆ ราชมังคลากีฬาสถาน,สนามศุภชลาศัย และ สนาม ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต

เริ่มที่ ราชมังคลากีฬาสถาน ที่ถือเป็นรังเหย้าของทีมชาติไทย ในตอนนี้ พูดถึงความจุตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 47,000 ที่นั่ง ตามวิกิบอกว่า 49,000 จะอย่างไรก็แล้วแต่ความจุเท่านี้ก็ใช้จัดได้แค่เกมแมตช์ธรรมดาๆ ในอรบแรกๆ เท่านั้น แต่ก็ใช่ว่าสภาพปัจจุบันของราชมังฯ จะพร้อมจัดได้เลย ดูแล้วก็ยังต้องปรับปรุงอะไรอีกเยอะไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ที่นั่ง พื้นสนาม ความสวยงาม ทางเข้าทางออก ทางขึ้นทางลง จะว่าไปก็ต้องปรับเกือบหมด และถ้าจะจัดแมตชืใหญ่ก็ต้องเพิ่มความจุไปอีกเท่าตัว ดูแล้วเรื่องนี้คงลำบาก แต่ถึงอย่างไรสนามราชมังฯ ก็เป็นสนามที่ดีและพร้อมที่สุดของเมืองไทยในเวลานี้ 

สนามศุภชลาศัย สนามฟุตบอลเก่าแก่ของเมืองไทยอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพ แน่นอนว่าเป็นสนามที่น่าสนใจ หลังจากที่มีการติดเก้าอี้ที่นั่งเข้าไปใหม่ความจุจากเดิม 35,000 ที่นั้ง ตอนนี้ก็อยู่ที่ประมาณ 20,000 หากจะปรับปรุงก็ต้องต่อเติมอัฒจันทร์อีกเท่าตัว รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็ต้องปรับกันยกใหญ่ แต่หากในกรุงเทพ เราเลือกใช้ราชมังฯ แล้ว สนามศุภฯ ก็คงจะเป็นได้แค่แคมป์เก็บตัวฝึกซ้อมของชาติที่มาแข่งขันเท่านั้น

สนาม ม.ธรรมศาสตร์ รั้งสิต ตอนนี้เป็นรังเหย้าของทีมแบงค็อก ยูไนเต็ด ถือว่าเป็นสนามระดับเอคลาสของเอเอฟซี สามารถจัดทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่างเอเชี่ยนคัพได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าระดับนานาชาติ คือเอาทีมชาติมาเตะกันเหมือนจะยังไม่ได้มาตรฐานเรื่องความยาวความกว้างของพื้นสนาม แต่เรื่องนี้แก้ไขกันได้ไม่ยาก สนามแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการแข่งขันกรีฑาในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ไทยเราเป็นเจ้าภาพ เมื่อปี 1998 หรือ พ.ศ.2441 เมื่อ 19 ปีที่แล้ว ถือว่าเป็นสนามที่สวยและเพียบพร้อมสนามหนึ่ง โดยเฉพาะตอนนี้ที่ใช้เตะไทยลีกก็มีการปรับปรุงซ่อมแซมไปเยอะ แต่ถ้าจะจัดบอลโลกจริงก็ต้องปรับอีกเยอะเช่นกัน โดยความจุตอนนี้อยู่ที่ 25,000 ที่นั่ง ต้องเพิ่มอีกเท่าตัวเช่นกัน

ภาคเหนือ ต้องสนาม สมโภช 700 ปี จ.เชียงใหม่

สนามสมโภช 700 ปี ถือเป็นสนามที่ใหญ่สุดทางภาคเหนือ และเคยจัดทัวร์นาเมนท์อย่างซีเกมส์เมื่อปี 1995 มาแล้ว ความจุอยู่ที่ 25,000 ที่นั่ง ก็คงต้องเพิ่มความจุไปอีกเท่าตัว ส่วนอื่นๆ ก็ปรับอีกเล็กน้อย ส่วนเรื่องภูมิทัศน์ด้านนอกก็สวยงามอยู่แล้วปรับอีกนิดหน่อยก็ใช่ได้ ด้วยความเป็นหัวเมืองใหญ่ และเป็นเมืองท่องเที่ยว ยังไงก็ต้องมีเชียงใหม่เป้นหนึ่งตัวเลือกแน่นอน

มาที่ภาคอีสาน ดูแล้วก็มี 2 สนาม คือ สนามเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา และ ไอ-โมบาย สเตเดี้ยม จ.บุรีรัมย์

สนามเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ตอนนี้เป็นรังเหย้าของทีม "สาทแคท" นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ในศึกไทยลีก สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสนามหลักของการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์เมื่อปี 2007 ถือเป็นสนามใหญ่ในภาคอีสานสนามหนึ่ง ความจุก้มาตรฐานทั่วไปของสนามกีฬากลางคือ 25,000 ที่นั่ง ก็เหมือนทุกๆ สนามที่ต้องเพิ่มความจุเข้าไปอีกเท่าตัว รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ก้ปรับอีกเยอะเช่นกัน

สนามไอ-โมบาย สเตเดี้ยม ของทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด น่าจะเป็นสนามแห่งเดียวที่เป็นของเอกชน และเป็นฟุตบอลสเตเดี้ยมที่ไม่มีลู่วิ่ง ซึ่งเป็นสนามฟุตบอลที่ดีที่สุดในศึกไทยลีกเวลานี้ ความจุก็อยู่ที่ 35,000 ที่นั่ง เพิ่มความจุอีกนิดหน่อยจัดได้เลย ส่วนอื่นๆ ก็ถือว่าพร้อม อาจจะมีรายละเอียดห้องหับห้องท่าอื่นๆ แต่ตอนนี้ก็ถือว่าพร้อมมากแล้วถ้าเทียบกับที่อื่นๆ ถือว่าโอเคเลยกับรังหย้าของทีมปราสาทสายฟ้า 

ภาคตะวันตกก็นึกถึงสนามฟุตบอลกลีบบัว จ.กาญจนบุรี

สนามกลีบบัว เป็นสนามฟุตบอลที่สวยและใหญ่แห่งหนึ่งของเมืองไทย แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ในอดีตเคยมีทีมทีโอที ใช้เป็นรังเหย้าในไทยลีก แต่หลังจากนั้นก็เงียบหายไป ส่วนใหญ่ก้ใช้เตะอยู่ในลีกระดับล่างจึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก แต่สนามแห่งนี้มีโครงสร้างที่สวยงามและโดดเด่น ซ่อมแซมและปรับปรุงอีกเล็กน้อยก็จะเป็นสนามที่สวยมากๆ สนามหนึ่งเลย ความจุ 18,000 ที่นั่ง คงต้องเพิ่มอีก 3 เท่า

ที่ภาคใต้สนามใหญ่ที่สุดก็ต้องที่นี่เลย สนามติณสูลานนท์

สนามติณสูลานนท์ อยู่ที่จังหวัดสงขลา ถือเป็นสนนามใหญ่สุดของภาคใต้ ล่าสุดเพิ่งจะมีการปรับปรุงใหม่เพื่อรองรับกีฬาแห่งชาติที่ผ่านมา โดยเพิ่มความจุจากเดิม 35,000 ที่นั้ง เป็น 45,000 ที่นั่ง เรื่องความจุไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องปรับก็คือเรื่องพื้นสนาม สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ รวมทั้งภูมิทัศน์รอบนอก แต่ว่ากันตามจริงปรับอีกนิดหน่อยก็เวิร์คเลยสำหรับสนามแห่งนี้

สนามสุดท้ายย้อนกลับมาที่ภาคกลางอย่าง สนามกีฬากลาง จ.สุพรรณบุรี

สนามสุพรรณบุรี สเตเดี้ยม เป็นรังเหย้าของ "ช้างศึกยุทธหัตถี" สุพรรณบุรี เอฟซี ในศึกไทยลีก ความจุอยู่ที่ 25,000 ที่นั่ง แต่ถ้าจะใช้ก็ต้องเพิ่มเก้าอี้ที่นั่งไปอีก พร้อมเพิ่มความจุอีกเท่าตัว ที่เหลือก็เหมือนกับสนามอื่นๆ คือปรับปรุงเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้พร้อมก็พอได้อยู่สำหรับสนามแห่งนี้

นี่ก็เป็น 9 สนามหลักๆ ที่พอจะมีความเป็นไปได้ในการนำไปปรับปรุงต่อเติมเพื่อให้ได้มาตรฐานตามที่ฟีฟ่ากำหนด ถ้าหากเราไม่ได้คิดจะสร้างสนามแห่งใหม่ขึ้นมา แต่เท่าที่ดูแล้วแต่ละสนามก็ปรับกันอีกเยอะเลยละครับ ซึ่งการจะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกนั้น ชาติเจ้าภาพก็จะต้องมีสนามอย่างน้อย 8-12 สนามที่จะใช้เป็นสังเวียนแข้ง ถ้าเราเป็นเจ้าภาพร่วมกับอินโดนิเซีย ก็คงจะแบ่งกันชาติละ 6 สนาม เป็นอย่างน้อย 

แต่กระนั้นเมื่อเรามาดูที่หลักความเป็นจริงมันมีเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมากที่เราและอินโดฯ จะได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพ หนึ่งเลยคือเราเป็นชาติเล็กๆ ในอาเซียนที่ไม่เคยผ่านฟุตบอลโลก แม้อิเหนาจะเคยไปบอลโลกมาแล้วแต่ก็ต้องย้อนกลับไปสมัยเมื่อผมยังเป็นวุ้นอยู่เลย ถ้านับที่ปัจจุบันนี้ทั้งไทย และอินโดฯ แทบจะไม่ได้อยู่ในสารระบบที่แฟนบอลทั่วโลกสนใจแม้แต่น้อย 

อีกทั้งสองชาตินี้ก็ไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยเพื่อไปต่อรองกับฟีฟ่า และข้อที่สามก็คือการจะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ต้องใช้เงินมหาศาล คือไม่ใช่แค่เรื่องสนาม ยังต้องแก้ไขเรื่องการคมนาคม ระบบการขนส่งให้เพียบพร้อมทุกๆ สนามด้วย ดังนั้นเลิกคิดเถอะครับการจะได้เป็นเจ้าภาพบอลโลกอย่างที่หวัง

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่สนับสนุนให้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพนะครับ จริงๆ การเสนอตัวครั้งนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องดีเสียอีก ไม่มีอะไรเสียหาย จริงๆ เราทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้วว่าแม้จะเสนอตัวไปก็คงไม่ได้รับเลือกอยู่ดี แต่อย่างน้อยถ้าเราได้ลอง มันไม่ได้ใช้งบประมาณอะไรมากในการเสนอชื่อไปยังฟีฟ่า เขาจะเลือกไม่เลือกก็อีกเรื่องหนึ่ง

อย่างน้อยก็ทำให้เขารู้ว่าชาติเล็กๆ ในอาเซียน ก็มีความฝันและความหวังที่ยิ่งใหญ่ในการจะไปเตะบอลโลกกับพวกทีมมหาอำนาจเหมือนกัน และการเสนอชื่อครั้งนี้เราก็น่าจะได้ประสบการณ์และได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย แม้ท้ายสุดจะไม่ได้เป็น แต่ในครั้งต่อๆ ไป จะอีก 30 ปี 50 ปี 100 ปี มันก็ต้องมีสักวันหนึ่งที่เราประสบความสำเร็จ บางทีเราอาจจะได้ไปบอลโลก ก่อนจะเป็นเจ้าภาพก็ได้นะครับ 

"ถ้าไม่เริ่มต้นคิด ไม่มีความฝัน มันก็คงไม่มีอนาคตที่สดใสรออยู่"

มูซาชิ

 

ขอบคุณภาพจากเว็ปไซต์ต่างๆ ในการประกอบ


ชอบบทความนี้แชร์เลย

เพิ่มเราเป็นเพื่อน
รู้ทันข่าวกีฬาที่ LINE@

เพิ่มเพื่อน
กำลังโหลด...