ตะลุยแข้ง...D2

ย้อนรอยทีมดังนาม.. ราชวิถี

หากถามถึงทีมฟุตบอลในประเทศไทย ณ เวลานี้ว่ามีกี่สโมสรและชื่ออะไรบ้าง เริ่มนับตั้งแต่ถ้วย ข,ค,ง จนกระทั้งถึงลีกสูงสุดอย่าง ไทยพรีเมียร์ลีก เชื่อว่าคงใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียวกว่าไล่จนครบทั้งหมด หากแต่ให้นึกถึงรายชื่อทีมระดับตำนานลูกหนังเมืองไทย มั่นใจเลยว่าหลายๆคนคงไม่มีทางลืมชื่อนี้อย่างแน่นอน นั่นคือสโมสรที่มีนามว่า “ราชวิถี”

ย้อนถอยหลังไปเมื่อ 48 ที่แล้ว หรือ พ.ศ. 2508 สองพี่น้องตระกูลไชยยงค์ ซึ่งเคยเป็นผู้ฝึกสอนสโมสรฟุตบอลธนาคารกรุงเทพ เอฟซี ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง พร้อมกับรวบรวมเหล่าเยาวชนที่มีใจรักฟุตบอลนำมาขัดเกลาวิชาลูกหนังบริเวณ สนามอัฒจันทร์ ศาลต้นโพธิ์ สนามกีฬาแห่งชาติหรือสนามศุภชลาศัยฯในปัจจุบัน

จากจุดแรกเริ่มมีผู้ให้ความสนใจฝึกศาสตร์ลูกหนังเพียงแค่หยิบมือเดียว ทว่าไม่นานนักกลับกลายเป็นหลักร้อย จนกระทั้งปี 2511 นายสำเริง ไชยยงค์ จึงมีความคิดริเริ่มจดทะเบียนก่อตั้งสโมสรฟุตบอลต่อกรมตำรวจในขณะนั้น (ปัจจุบันคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) โดยใช้ชื่อทีมว่า "สโมสรฟุตบอลราชวิถี" และเป็นชื่อทีมที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ทีมสโมสรฟุตบอลราชวิถี ถือเป็นสโมสรแรกๆ ของทีมฟุตบอลในเมืองไทยที่มีระบบการเล่นฟุตบอลแบบ "โททัลฟุตบอล" อันสวยงามและเร้าใจ ทีมราชวิถีประสบความสำเร็จกับการสร้างนักเตะระดับเยาวชนเป็นอย่างมาก โดยสามารถคว้าแชมป์ลูกหนังระดับเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยถึง 6 ปีซ้อน

ด้านผลงานทีมระดับชุดใหญ่ก็ไม่น้อยหน้าทีมรุ่นน้อง พวกเขาเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรม ราชูปถัมภ์และคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ค. มาครองได้สำเร็จในปี พ.ศ.2515 อีกทั้งในปี พ.ศ. 2514 ก็สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยใหญ่หรือฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ก. ซึ่งถือว่าเป็นถ้วยฟุตบอลระดับสูงสุดของประเทศได้เป็นครั้งแรกอีกด้วย

อย่างไรก็ตามยุครุ่งเรืองของทัพ “ชาววัง” ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ พวกเขากลับมาความแชมป์ถ้วย ก. ได้ อีก 3 ครั้งในปี ปี พ.ศ. 2516 โดยครั้งนั้นคว้าแชมป์ร่วมกับสโมสรฟุตบอลราชประชา ก่อนจะมาคว้าแชมป์อีกครั้งในปี พ.ศ. 2518 และ พ.ศ. 2520 สรุปแล้วทีมราชวิถีสามารถคว้าถ้วยระดับสูงสุดของประเทศไทยมานอนกอดได้จำนวน ทั้งสิ้น 4 ครั้ง

นอกจากนี้สโมสรฟุตบอลราชวิถียังเป็นสมาชิก “ภาคีควีนส์คัพ” ฟุตบอลถ้วยที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของโลก และเป็นรายการฟุตบอลที่มีถ้วยรางวัลใหญ่ที่สุดในโลก โดยถ้วยรางวัลนี้จะได้รับพระราชทานมาจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ซึ่งราชวิถีจัดการคว้าแชมป์มาครองได้หนึ่งครั้งในปี พ.ศ. 2516

หลังห่างเหินความสำเร็จไปนานกว่า 18 ปี ในปี พ.ศ. 2538 พวกเขาก็กลับเข้าสู่เส้นทางของผู้ชนะอีกครั้ง เริ่มตั้งแต่คว้าแชมป์ถ้วยพระราชทานประเภท ข. พร้อมรับสิทธิ์เข้าไปชิงถ้วยพระราชทานประเภท ก. ในปี พ.ศ. 2539 ทว่าเนื่องจากสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หันมาใช้ ระบบลีกที่มีชื่อว่า “ไทยลีก” ทำให้ยอดทีมจากแดนสยามรายนี้ได้โควตาเข้าไปเล่นบนเวทีลีกสูงสุดไปโดยปริยาย

ด้วยการที่เป็นทีมน้องใหม่บวกกับประสบการณ์ระดับฟุตบอลลีกมีค่อนข้างน้อย ราชวิถีจึงไม่สามารถทนต่อแรงเสียดทานและแรงกดดันจากทีมอื่นๆได้ไหว อันดับตารางคะแนนหลังจบฤดูกาลในลีกบ่งบอกว่าพวกเขาแพ้มากกว่าชนะ จึงไม่แปลกใจที่ราชวิถีจะจบอันดับที่ 16 จาก 18 ทีมและตกชั้นลงไปเล่นในลีกดิวิชั่น 1 แบบไม่มีทางหลีกเลี่ยง

เวลาล่วงเลยมาถึง พ.ศ. 2548 สโมสรฟุตบอลราชวิถีภายใต้การบริหารทีมของ พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ประธานสโมสร มีความต้องการเห็นสโมสรกลับขึ้นไปยิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่เนื่องด้วยปัญหาทางด้านเศรษฐกิจทำให้ทีมต้องเผชิญกับมรสุมหลายๆด้าน จึงยังไม่สามารถพาทีมไปถึงฝั่งฝันได้สำเร็จแต่ท่านก็ไม่ได้ท้อถอยพยายาม ประคับประคองทีมเรื่อยมา

จนกระทั้งปี พ.ศ. 2556 พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ตัดสินใจวางมือส่งหนังสือลาออกจากการเป็นประธานสโมสร โดยมีหัวเรือใหญ่อย่าง นายภากร กสิโสภา อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเข้ามารับช่วงต่อทันที ก่อนประธานคนใหม่จะเริ่มงานแรกด้วยการประกาศก่อตั้ง "บริษัท ภูมิราชวิถี จำกัด” เพื่อช่วยเรื่องการบริหารจัดการทีมให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง พร้อมกับเป้าหมายหลักคือการนำทัพ “ชาววัง” สู้ศึกในลีกฟุตบอลอาชีพและไต่เต้ากลับขึ้นไปเป็นมหาอำนาจวงการลูกหนังเมือง ไทยอีกครั้ง

 

เครดิตภาพ : Rajvithi Football Club


ชอบบทความนี้แชร์เลย

เพิ่มเราเป็นเพื่อน
รู้ทันข่าวกีฬาที่ LINE@

เพิ่มเพื่อน
กำลังโหลด...