เล่าเรื่อง..ผ่านเลนส์

เรื่องของทองปลอม กับ “แสน ส.เพลินจิต”

เป็นข่าวครึกโครมกันมาหลายวัน กับเรื่องราวของ “แสน ส.เพลินจิต” หรือ นายสมชาย เชิดฉาย อดีตนักมวยเจ้าของแชมป์โลกรุ่นฟลายเวท สมาคมมวยโลก (ดับเบิลยูบีเอ)

 

ซึ่งต้องเผชิญชีวิตหลังแขวนนวมอย่างยากลำบาก และ เมื่อปี 2546 ต้องเข้ารักษาอาการเลือดออกในสมอง
 
จากนั้นได้นำทองคำแท่งและสร้อยคอทองคำที่บรรดาผู้สนับสนุนเคยมอบให้สมัยเป็นแชมเปี้ยนโลกกว่า 500 บาทไปขาย แต่พบว่าเป็นทองปลอมกว่าครึ่งหนึ่ง 
 
ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ออกมาเปิดใจ ว่า ในสมัยที่ยังเป็นแชมป์โลกอยู่นั้นก็ไม่ทราบว่าทองที่ได้มานั้นเป็นของปลอม เนื่องจากเวลามีการขึ้นมามอบทองในแต่ละครั้งบนเวทีนั้นซึ่งในช่วงเวลาที่ขึ้นมามอบหรือตอนมอบทองเสร็จแล้วอาจจะมีการสับเปลี่ยนในสองช่วงเวลาดังกล่าวได้โดยทองทั้งหมดที่ได้มาทางค่ายมวย ส.เพลินจิต จะเป็นผู้เก็บไว้ทั้งสิ้นหากอยากจะนำทองไปขายหรือใช้จ่ายก็ให้ไปเบิกกับทางค่ายเองเท่านั้น 
 
หลังจากที่ตนเองได้แขวนนวมแล้วนั้นก็ได้ไปขอทองที่ตนเองได้จากผู้สนับสนุนนำไปจำนำถึงรู้ว่าเป็นของปลอมแต่ว่าเจ้าของร้านทองไม่เอาเรื่องเนื่องจากรู้ว่าตนเองเป็นนักมวยที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย
 
แสน ส.เพลินจิต รำลึกความหลังให้ฟังว่า ตลอดระยะเวลาที่ตนเองได้เสียแชมป์ไปนั้น ก็ยังชกมวยอยู่ แต่นานเข้าก็ยังไม่ได้ชิงแชมป์โลกก็เลยตัดสินใจออกจากค่าย ส.เพลินจิตที่ตอนนั้นได้ร่วมกับโปรโมเตอร์ทรงชัยและไปอยู่กับทางค่ายเพชรยินดีต่อ แต่เวลาต่อมาตนเองก็ไม่ได้ชิงแชมป์เสียที่จึงรู้สึกท้อจึงตัดสินใจเลิกชกมวย ประกอบกับตนเองมีอาการทางสมองที่สะสมมาตั้งแต่ชกมวยโดยรักษาอาการมาโดยตลอดจนเพื่อนสนิทที่คบกันมานานหลอกให้ตนเองค้ำประกันให้โดยการนำที่ดินของตนเองที่ซื้อไว้ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ไปค้ำประกันจนโดนยึดไป
 
“ก่อนหน้านี้ผมจะได้รับการช่วยเหลือจากนายสมบัติ คุรุพันธ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ (สพก.) ให้เข้าทำงานในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิด้านกีฬามวย และประจำที่สนามกีฬาเฉลิม พระเกียรติ คลอง 6 จ.ปทุมธานี รับเงินเดือนละ 8,000 บาท” แสน กล่าว 
 
"แสน ส.เพลินจิต"  กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นตนเองก็ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครเนื่องจากพอไปทำธุรกิจที่บ้านเกิดจังหวัดปทุมธานี ก็โดนหลอกจนหมดตัว ดังนั้นจึงไปขอความช่วยเหลือกับนายเอกพจน์ นายประเสริฐ นายพิภพ ที่เมื่อครั้งตนยังเด็กบุคคลเหล่านี้ได้อุ้มชูดูแลตนเองมาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นอยู่
 
นับเป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่สะเทือนจิตใจคนฟังเป็นอย่างมาก 
 
ใครจะนึกว่า ชีวิต ของอดีตแชมป์มวยโลก ที่เคยมีทั้งชื่อเสียงและเงินทอง กลับต้องมาเผชิญ กับเรื่องที่หลายคนไม่เคยคาดคิด 
 
ทั้งเจ็บป่วย โดนโกง หมดเงิน และ “ทองปลอม” 
 
เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น จึงทำให้มีหลายฝ่ายออกมาพูดถึงการระมัดระวังหลังจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องดังกล่าว 
 
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มาตรการที่ดีที่สุด หรือ ทางออกที่ดีที่สุด จะอยู่ที่ตรงไหน เชื่อว่าผู้ที่เกี่ยวข้องคงต้องหามาตรการที่ดีที่สุดเข้ามาแก้ไข 
 
เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม 
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
เปิดประวัติ แสน ส.เพลินจิต  
 
แสน ส.เพลินจิต แชมป์โลกรุ่นฟลายเวท ของสมาคมมวยโลก (WBA) แชมป์โลกคนที่ 19 ของไทย มีชื่อจริงว่า สมชาย เชิดฉาย มีชื่อเล่นว่า เหน่ง เกิดเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2514ที่ ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เป็นบุตรชายของนายละเอียด และนางทิพย์ เชิดฉาย จบการศึกษาจากสถาบันการพลศึกษากรุงเทพ
 
แสนมีฐานะทางบ้านยากจนมาก ทำให้ต้องชกมวยตั้งแต่เด็ก โดยฝึกกับ จ่าสิบเอก ทวนชัย โล่ห์เงิน ในชื่อ "ซุปเปอร์เหน่ง โล่ห์เงิน" ได้ค่าตัวในการชกครั้งแรก 110 บาท แต่เนื่องจากเป็นมวยที่ชกสนุก เดินหน้าตลอด จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น "เดินหน้า โล่ห์เงิน" แสนได้โอกาสชกสากลอาชีพครั้งแรก เมื่อมวยสากลที่เวทีราชดำเนินขาดคู่ แสนจึงกลายเป็นมวยแทนขึ้นชกแทน ซึ่งก็ฉายแวว โดยเอาชนะ สีหราช ช.ไวคุล ไปได้อย่างงดงาม จากนั้น แสนจึงกลายเป็นมวยสากลชกประจำที่เวทีราชดำเนิน และได้เข้าตา เสถียร เสถียรสุต เจ้าของค่าย "ส.เพลินจิต" จึงถูกนำมาสร้างอย่างจริงจังในแบบมวยสากลอาชีพ และเปลี่ยนชื่อเป็น "แสน ส.เพลินจิต"
 
สำหรับไฟท์ที่ประทับใจอย่างที่สุด คือ การป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 6 กับ ฮิโรกิ อิโอกะ นักมวยชาวญี่ปุ่น อดีตคู่ปรับของนภา เกียรติวันชัย โดยชนะทีเคโอในยกที่ 10 ถึงเมืองโอซาก้า ถิ่นของอิโอกะเลยทีเดียว ในวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2538 และหลังการชก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชสาสน์แสดงความยินดีมาแก่แสนและคณะ มีใจความว่า ทรงทอดพระเนตรการชกของแสนผ่านโทรทัศน์ โดยผ่านมาทางสถานกงสุลไทย ณ. นครโอซาก้า และต่อมาแสนได้รับรางวัลนักกีฬาอาชีพยอดเยี่ยม ประจำปี พ.ศ. 2538 อีกด้วย
 
ในปี พ.ศ. 2539 แสนป้องกันตำแหน่งอีก 3 ครั้ง ชนะรวด แต่ในวันที่ 24 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับวันลอยกระทงของปีนั้น แสนต้องเสียตำแหน่งไปในการป้องกันครั้งที่ 10 กับ โฮเซ่ โบนิญญ่า นักมวยชาวเวเนซุเอลา ที่ จังหวัดอุบลราชธานี อย่างไม่มีใครคาดคิด โดยแพ้คะแนนไปอย่างสูสี
 
 
โบราณ เรื่อง 

ชอบบทความนี้แชร์เลย

เพิ่มเราเป็นเพื่อน
รู้ทันข่าวกีฬาที่ LINE@

เพิ่มเพื่อน
กำลังโหลด...